Happy Endings ความสุขอยู่ที่จบ?

Home / วิจารณ์หนัง / Happy Endings ความสุขอยู่ที่จบ?

“happy ending” ของหนังเรื่องหนึ่งอาจอยู่ที่การที่พระนางได้ครองรัก, แม่ลูกที่พลัดพรากได้พบหน้า, ฮีโร่ได้ช่วยโลกให้พ้นจากภัยพิบัติ ฯลฯ ซึ่งที่มาของตอนจบประเภทนี้ ก็น่าจะเกิดจากข้อจำกัดของหนังที่มีเวลานำเสนอได้แค่ช่วงชีวิตหนึ่งของตัวละครเท่านั้น

แต่ในชีวิตจริง ถ้าลองถามว่า ending ของมนุษย์อยู่ที่ไหน หลายคนอาจจะตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าคือ “ความตาย”

ใครตายเหงาๆ ไม่มีลูกหลานมาเฝ้าแหน ก็คงเรียกได้ว่าจบเบื้องปลายชีวิตแบบ “sad ending” เช่นเดียวกับใครที่จากคนรักไปด้วยอุบัติเหตุโดยไม่มีโอกาสได้ร่ำลา ในขณะที่ใครตายตาหลับพริ้ม เพราะสุขใจที่ได้ทำประโยชน์ให้คนรุ่นหลัง หรือได้เห็นลูกหลานประสบความสำเร็จก่อนหมดลม ก็น่าจะเรียกได้ว่าจบชีวิตแบบ “happy ending” แล้ว

แต่จะรอสรุปชีวิตตอนหยุดหายใจ อาจจะนานเกินไปสำหรับมนุษย์ ใครบางคนจึงมักทึกทักอยู่บ่อยๆ ว่าการเอ็นทรานซ์ติด, ได้ปริญญา, ได้งานที่เลี้ยงตัวเองได้อย่างสบายๆ หรือได้ลงเอยกับคนที่รักด้วยการแต่งงาน เป็นตอนจบที่ดีของชีวิตแล้ว (ทั้งๆ ที่ความจริง หลังตอนจบนั้นก็จะเป็นจุดเริ่มของเรื่องราวใหม่ๆ เสมอ)

ในหนังเรื่อง Happy Endings ตัวละครร่วม 10 ชีวิต มีตอนจบที่แตกต่างหลากหลาย แต่ในฐานะผู้ชมภาพยนตร์ ตอนจบเหล่านั้นไม่น่าจะใช่สิ่งที่จะมาเติมเต็มชีวิตของพวกเราเท่าไหร่นัก แต่เป็นระหว่างทางมาสู่ตอนจบต่างหาก ที่ทำให้การตีตั๋วเข้าไปดูหนังครั้งนี้มีความหมาย

ในเรื่อง ตัวละครร่วม 10 ที่ว่าล้วนมีมิติและมีการดำเนินชีวิตที่น่าสนใจ จนแทบจะเรียกใครว่าเป็นตัวประกอบไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นมิเรียม (ลิซา คูโดรว์) หญิงที่เคยมีสัมพันธ์กับน้องชายบุญธรรมจนตั้งท้อง และในเวลาต่อมาเธอก็ยังเผลอไปมีใจให้เด็กหนุ่มคราวลูก ผู้กำความลับเรื่องลูกชายที่หายไปของเธอไว้อีกที

ถัดมาคือชาร์ลี (สตีฟ คูแกน) ผู้ชายที่ทำน้องสาวท้อง และสำนึกผิดจนคิดไปทำหมัน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นก็ทำให้เขาคิดว่า มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเองหันไปนิยมเพศเดียวกัน

ต่อด้วยจู๊ด (แม็กกี้ จิลเลนฮาลล์) หญิงสาวที่ภายนอกดูเปรี้ยวซ่า ไม่แคร์สังคม แต่ข้างในลึกๆ กลับดูว้าเหว่ ฉะนั้น แม้เธอจะหลอกให้ชายรุ่นพ่อหลงหัวปักหัวปำเพราะหวังสมบัติ แทนที่จะเกลียด หลายคนจึงเปลี่ยนเป็นสงสารเธอแทน

หรือจะเป็นแพม (ลอรา เดิร์น) และไดแอน (ซาราห์ คลาร์ก) สองสาวคู่รักที่อยากมีลูกมาก และว่าแม้ว่าเด็กที่เลี้ยงอยู่จะไม่ได้เกิดจากพวกเธอจริงๆ แต่ความรักที่เธอมีให้เด็กน้อยก็เป็นของจริง รวมถึงความรักที่พวกเธอมีให้กับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนด้วย

ตัวละครเหล่านี้ รวมถึงอีกหลายๆ ตัวที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ล้วนทำให้เราได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของมนุษย์ ซึ่งว่ากันตามจริง ก็คือความสัมพันธ์ของเราๆ ท่านๆ นั่นแหละ แต่พอมันเกิดจนเป็นปกติวิสัย ก็กลายเป็นว่าเรื่องพวกนี้อยู่ใกล้เกินเราจะมองเห็น

ทั้งที่จริงๆ ถ้าหยุดมองคนรอบข้างและระหว่างทางของตัวเองสักนิด ก็จะได้แง่คิดกลับมาไม่น้อยกว่าการดูหนังแต่อย่างใด

เชื่อเถอะ ถ้าทำได้อย่างที่ว่าจริงๆ ไม่ต้องรอให้ถึงบั้นปลาย ชีวิตก็แฮปปี้ได้ไม่ยากเลย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์