Die Hard 4.0 ปลุกอึด…ตายยาก

Home / วิจารณ์หนัง / Die Hard 4.0 ปลุกอึด…ตายยาก

คอลัมน์ หนังเด่น



Die Hard ภาค 4 เป็นการกลับมารับบทจอห์น แม็คเคลน อีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงไปนานถึง 12 ปี

Die Hard ภาค 3 ซึ่งใช้ชื่อว่า Die Hard with a Vengeance ออกฉายเมื่อปี 1995 เมื่อพิจารณาที่ความตื่นเต้นระทึกใจที่ลดลงมาจากภาคสองและภาคหนึ่งแล้ว Die Hard ภาคนี้น่าจะเป็นการจบภาคที่ลงตัวแล้ว

ย้อนหลังก่อนภาคสามไป 5 ปี Die Hard ภาคสอง (Die Hard 2: Die Harder) ได้ออกฉายและน่าจะเป็นหนังภาคสองอีกเรื่องที่ทำออกมาได้ใกล้เคียงกับภาคแรก เพียงแต่ยังเป็นรองในแง่การสอดแทรกอารมณ์ขัน

สำหรับ Die Hard ภาคแรกที่ออกฉายเมื่อปี 1988 หรือเมื่อ 19 ปีที่แล้ว นับว่าเป็นหนังเกี่ยวกับการบุกยึดสถานที่ที่มีความสนุกสนานตื่นเต้นระทึกใจ รวมถึงมีการผสมอารมณ์ขันอันพอเหมาะและถูกที่ถูกเวลา

ความสนุกสนานตื่นเต้นที่บรรจุอยู่ใน Die Hard ทำให้นักเขียนแนะนำหนังคนหนึ่งถึงกับเขียนเอาไว้ในคู่มือดูหนังฉบับพกพาว่า “ถ้าคุณดู Die Hard แล้วมันไม่ทำให้คุณรู้สึกเหมือนได้รับการชาร์จแบตเตอรี่ แสดงว่าคุณอาจตายไปแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ผมอยากนำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง ผมมีเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่ง เขาเป็นคนที่ดู Die Hard แล้วไม่น่าจะรู้สึกเหมือนได้รับการชาร์จแบตฯ หรืออะไรทั้งสิ้น แต่ดูเหมือน Die Hard ได้กลายเป็นยานอนหลับอย่างแรงมากกว่า (ตัวอย่างนี้อาจจะเป็นกรณีเฉพาะ เพราะดูเหมือนว่าแกหลับแทบทุกเรื่อง)

ก่อนที่จะกล่าวถึง Die Hard ภาคนี้ ผมอยากอ้างถึงหนังอีกเรื่องคือ Hostage หลังจากได้ดู Hostage เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ผมคิดว่าบทแบบนี้น่าจะเหมาะกับบรูซ วิลลิส และไม่คิดว่าเขาจะสามารถพลิกกลับมาเล่นเป็นจอห์น แม็คเคลน อีกครั้งในหนังภาค 4

เมื่อมาถึงหนังภาค 4 ในขณะที่ตัวละครเอกแก่ตัวลง ผู้ร้ายกลับลงมือกระทำการที่มีขอบเขตใหญ่โตกว่าภาคแรกๆ ในขณะที่ภาคแรกยึดตึกสูงและภาคสองยึดสนามบิน ในภาคสี่ถึงขั้นต้องการควบคุมระบบของทั้งประเทศ

เรื่องราวใน Die Hard 4.0 แสดงถึงสภาพความเป็นไปในโลกปัจจุบัน โดยทำให้เห็นถึงการผนวกเข้าด้วยกันของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร ถ้าคุมเทคโนโลยีได้ ก็คุมข้อมูลข่าวสารได้ และถ้าคุมข้อมูลได้ ก็น่าจะควบคุมทุกอย่างได้

เมื่อเรื่องราวเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้า แม็คเคลนจึงมิได้เผชิญหน้ากับผู้ร้ายมาดดีแบบภาคแรกหรือพวกจอมโหดแบบภาคสอง แต่เจอกับผู้ร้ายที่ดูล้ำหน้าราวกับอยู่คนละยุค และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเขาจึงต้องมีผู้ช่วย

สิ่งที่ได้เห็นใน Die Hard ภาค 4 ก็คือตัวละครเอกผู้กำลังโรยราต้องต่อสู้กับผู้ร้ายหลายลักษณะ เช่น ยิงกันในที่พักและโดนไล่ล่าโดยเครื่องบินรบ

โดยเฉพาะช่วงโดนไล่ล่า (และไล่ยิง) โดยเครื่องบินรบนั้น ผมเห็นว่าเป็นการทำให้อึกทึกครึกโครมและใหญ่โตเกินเหตุ (รถบรรทุกถูกไล่ยิงด้วยจรวดจนถนนหนทางพังพินาศ แต่ตัวละครเอกรอด-ทำกันไปได้ถึงขนาดนั้น!)

ดูแล้วเห็นว่าสิ่งที่ต้องเผชิญนั้นมันหนักหนาสาหัสเกินกว่าตำรวจผู้กำลังแก่จะรับมือไหว และเท่าที่ผ่านพ้นมาได้ ผมว่าไม่ใช่แค่ “ตายยาก” เท่านั้น แต่ยังน่าจะถึงขั้น “ไม่มีวันตาย” เลยทีเดียว

ในแง่อารมณ์ขันที่เคยเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งในหนังชุดนี้ ดูเหมือนว่าเมื่อมาถึงภาค 4 แล้วแทบไม่มีอะไรหลงเหลือ หรือถ้าหากว่าจะพอมี ก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องจดจำ

สิ่งที่ผู้กำกับฯ พอจะทำได้ดีคือ การทำให้หนังเดินหน้าอย่างรวดเร็วและมีงานฝีมือที่ถือว่าพอใช้ได้ ทำให้หนังที่ยาวราว 2 ชั่วโมงเรื่องนี้เหมือนยาวนานแค่ชั่วโมงเดียว

สรุปก็คือ งานกำกับฯ ใช้ได้ แต่บทยังไม่ดี

ที่น่าจดจำจริงๆ ก็คือสาวสวยซึ่งเป็นผู้ร้าย ผมคิดว่าบางทีเธออาจจะเป็นความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียวที่หนังมอบให้

ถึงแม้พยายามมองยอมรับและเข้าใจว่าเป็นหนังภาค 4 แต่ผมคิดว่าน่าจะทำได้เข้าท่ากว่านี้

ผู้กำกับฯ – เล็น ไวส์แมน
ผู้แสดง- บรูซ วิลลิส, จัสติน ลอง, แม็กกี้ คิว

ที่มาจากหนังสือพิมพ์