แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคฮอร์โมนพลุ่งพล่านกับปฏิบัติการ กำจัดเจ๊เบียบ

Home / วิจารณ์หนัง / แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคฮอร์โมนพลุ่งพล่านกับปฏิบัติการ กำจัดเจ๊เบียบ

เห็นพาดหัวอย่าเพิ่งคิดว่า ผมดูหนังผิดเรื่องนะครับ ก็หนังสุดฮิตเรื่อง Harry Potter and the Order of the Phoenix นั่นแหละครับ และที่พาดหัวไว้ก็คือไฮไลต์เด็ดของหนังในภาคนี้ด้วยเนื้อที่มีน้อย ต้องใช้สอยประหยัด จึงขอเว่ากันแบบตรงเป้าเข้าประเด็นกันเลยนะครับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ในภาคนี้ พูดถึง 2 ประเด็นหลักคือ หนึ่ง ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ พ่อมดน้อย ที่เริ่มกลายเป็น พ่อมดหนุ่มน้อยวัย 15 ปีแล้ว ฉะนั้น จึงเริ่มออกอาการฮอร์โมนพลุ่งพล่าน สับสนทั้งเรื่อง ชีวิต การเรียน เพื่อน ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของวัยรุ่นทั่วไป

สอง ปฏิบัติการกำจัด เจ๊เบียบ ผมไม่ได้หมายถึง เจ๊เบียบ คนที่คุณก็รู้ว่าใคร แต่เป็น เจ๊โดโลเรส อัมบริดจ์ (อิเมลดา สทอนตัน) ที่มาพร้อมบุคลิกสไตล์ เจ๊เบียบ เด๊ะ นั่นคือ เป็นคนเจ้าระเบียบ มีมุมมองแบบคนหัวเก่า แต่ตัวเนี้ยบดูดีตลอดเวลา (เหมือนกันแค่ส่วนนี้นะครับ ส่วนที่เหลือเป็นรายละเอียดของตัวละคร)เธอเป็นคุณครูสอนวิชาศาสตร์มืดคนใหม่ เน้นสอนทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ เธอเป็นคุณครูเจ้าระเบียบ ในแบบที่เราทุกคนต้องเคยเจอ ประเภทที่เห็นพฤติกรรมของนักเรียนดูขวางหูขวางตาไปเสียหมด ซึ่งมักจะปรากฏอยู่ในกลุ่ม คุณครูฝ่ายปกครอง

แฮร์รี่ กับนักเรียนที่ต่างก็เริ่มโตเป็นวัยรุ่นจึงรู้สึกอึดอัดขัดใจกับความเจ้าระเบียบจนเกินงาม และเมื่อ เจ๊เบียบ อัมบริดจ์ เล่นแรงถึงขนาด กำจัด ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์หวังครอบครอง วังแสงสูรย์ เอ๊ย!ตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์เสียเอง แฮร์รี่ กับผองเพื่อน จึงต้อง ปฏิบัติการกำจัดเจ๊เบียบ ไปตามระเบียบ

โดโลเรส ฮัมบริดจ์ ก็คือ ตัวละครใหม่ที่ เจ.เค.โรว์ลิง ใส่เข้ามาเพื่อให้เป็น ตัวร้ายตัวหลอก ที่มักจะมีอยู่ในทุกภาค ก่อนที่ แฮร์รี่ จะได้ประฝีมือกับ ศัตรูตัวร้ายตัวจริง คือลอร์ดโวลเดอมอร์แต่นั่นก็เป็นแค่ สีสันน้ำจิ้ม เท่านั้น เพราะ สารหลัก ของภาคนี้ก็คือ เนื้อหาที่ว่าด้วย พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของเด็กชายที่กำลังจะเริ่มโตเป็นหนุ่ม เรื่องราวที่โวลเดอมอร์คุมคามผ่านจิตใจของแฮร์รี่ จนทำให้เขารู้สึกสับสน ที่แท้ก็คือ สารที่ต้องการบอกว่า

เด็กชาย หรือ วัยรุ่นในวัยนี้ เป็นวัยที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง ความดี กับ ความเลว ความถูก กับ ความผิด ที่พร้อมจะพัดพาเขาหรือเธอไปในทิศทางไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ทั้ง ครอบครัว ครูอาจารย์ และเพื่อน ถ้าหากว่าพวกเขาได้เจอคนดี ที่สั่งสอนไปในทิศทางที่ดีพวกเขาก็จะเติบโตขึ้นเป็นคนดีของสังคม แต่ถ้าไปเจอกับคนร้าย ชักชวนไปทางที่ผิด พวกเขาก็อาจจะหลงเดินทางผิดไปเลยก็ได้สารหลักนี้ถูกใช้ถ่ายทอดผ่านคำพูดของแฮร์รี่ ในตอนที่บอกถึงความคิดที่สับสนของตัวเองกับ ซีเรียส แบล็ค (แกรี่ โอลด์แมน) พ่อทูนหัวของเขา ซึ่ง ซีเรียส แบล็ค ก็อธิบายให้เขาฟังประมาณว่า คนเรามีทั้งด้านดีและร้ายอยู่ในตัว แต่สุดท้ายแล้วอยู่ที่เราจะเลือกเดิน ว่าจะเดินไปในทางใด

ด้วยคำพูดนี้ ทำให้เกิดอาการ คลิก ในสมองของแฮร์รี่ และทำให้เขาเรียนรู้ตัวเองได้ชัดเจนขึ้น หาคำตอบให้ตัวเองได้ว่า เขาควรจะปฏิบัติการอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หนังทิ้งฉากสุดท้ายไว้ด้วยคำพูดของแฮร์รี่ ที่บอกว่า ฉันเฝ้าครุ่นคิดถึงคำพูดของ ศ.ดัมเบิลดอร์ ถึงความแตกต่างระหว่างตัวเขากับ โวลเดอมอร์! และทิ้งไว้เพียงแค่นั้น โดยไม่ได้พูดต่อให้จบ

ซึ่ง ความหมาย ที่ถูกละไว้ในฉากนี้ก็คือ สิ่งที่ทำให้แฮร์รี่แตกต่างไปจากลอร์ดโวลเดอมอร์ ก็คือ แฮร์รี่ มี ครอบครัว ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีพ่อแม่ เนื่องจากท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่เขาก็มี ซีเรียส แบล็ค เป็น พ่อทูนหัว และเขายังมี ศ.ดัมเบิลดอร์ที่รักเขาเหมือนลูก มี แฮกริด ที่เป็นเหมือนพี่ชาย และเป็นเพื่อนตัวใหญ่ที่แสนดี

ที่สำคัญที่สุดคือ เขามี มิตรแท้ อย่าง เฮอร์ไมโอนี่ และ รอน รวมทั้งเพื่อนใหม่ๆ อีกหลายคนที่เริ่มมองเห็นแฮร์รี่อย่างมีคุณค่ามากขึ้นทุกวัน แถมด้วย หวานใจ อย่าง โช แชง ที่ทำให้ฮอร์โมนเขายิ่งพลุ่งพล่านขึ้นอีกแต่ทุกสิ่งอย่างที่แฮร์รี่มี ลอร์โวลเดอร์มอร์ ! ไม่มี!

แฮร์รี่ พอตเตอร์ ภาคนี้ อาจดูไม่สนุกเท่าภาคที่ผ่านๆ มา เพราะสารที่ใส่มาในเนื้อหาทำให้หนังเดินเรื่องไปอย่างเรียบเรื่อย กว่าจะถึงฉากแอ็กชันไฮไลต์ในตอนใกล้จบ หลายคนอาจหลับไปเสียก่อน แต่ถ้าคุณ จับสาร ที่ผมบอกเป็นไกด์ให้ แล้วกลับไปดูอีกรอบสองรอบ คุณก็จะพบว่า นี่เป็นความบันเทิงที่คุ้มค่ายิ่ง เหมาะทั้งสำหรับ เด็ก ครู ผู้ปกครอง และทุกเพศวัยถึงอาจจะต้องใส่ อักษร น. แต่รับรองว่า คุณดูได้ก่อน 2 ทุ่มแน่นอนครับ

ที่มา สยามรัฐ