Transformers การแปลงร่างของ “เพนตากอน”

Home / วิจารณ์หนัง / Transformers การแปลงร่างของ “เพนตากอน”

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com


ประมาณ 20 ปีที่แล้ว มีช่วงหนึ่งที่หุ่นยนต์ของเล่นซึ่งสามารถพับแขนพับขากลายเป็นรถประเภทต่างๆ ฮิตระเบิดในหมู่เด็กนักเรียนบ้านเรา ผู้เขียนเองก็ซื้อสะสมไว้หลายตัว ทั้งแบบที่แปลงร่างเป็นรถบรรทุก รถสปอร์ต ไปจนถึงเครื่องบิน

ผ่านมาหลายปีจนแทบจะลืมไปหมดแล้ว เมื่อหนังฟอร์มมหึมาเรื่อง Transformers ผ่านตา หุ่นยนต์แปลงร่างในอดีตจึงกลับคืนมาให้รำลึกนึกถึงอีกครั้ง

จำได้ว่าไม่นานหลังจากหุ่นยนต์แปลงร่างเป็นรถครองใจเด็กไทย รูปแบบของหุ่นของเล่นได้พัฒนาให้ซับซ้อนและแปลกพิสดารมากขึ้น ทั้งแปลงเป็นยานอวกาศขนาดใหญ่ ยานรบ หรือเรือดำน้ำ โดยมีการ์ตูนเรื่องดัง The Super Dimension Fortress Macross หรือ “มาครอสส์” และเรื่องที่เป็นตอนต่อมาชื่อ The Super Dimension Century Orguss เป็นต้นแบบสำคัญ

ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าหุ่นยนต์แปลงร่างเป็นรถที่เคยเล่นตอนเด็กอยู่ในคอลเลคชั่น Transformers ของบริษัททาคาระของญี่ปุ่นและบริษัทฮาสโปรของสหรัฐ อันเป็นจุดเริ่มต้นของหนังซึ่งกำลังฉายในบ้านเราหรือเปล่า แต่ไม่ว่าจะเป็นของยี่ห้อใด เป็นต้นฉบับหรือของเลียนแบบ ความพิเศษของของเล่นประเภทนี้คือการผสมผสานของเล่นสามัญประจำเด็กผู้ชาย 2 อย่าง คือรถและหุ่นยนต์ให้กลายเป็นชิ้นเดียวกัน ช่วยขยับขยายจินตนาการอันน่าประทับใจให้แก่เด็กๆ กระทั่งต่อยอดสายพันธุ์ Transformers ให้ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน ทั้งที่เป็นหนังสือการ์ตูน การ์ตูนชุดทางโทรทัศน์ วิดีโอเกม และล่าสุดคือหนังฟอร์มใหญ่ยักษ์โดยผู้กำกับฯไฮ-คอนเซ็ปท์อย่าง ไมเคิล เบย์

Transformers คือเรื่องราวว่าด้วยสงครามระหว่างหุ่นยนต์แปลงร่างฝ่ายดีที่เรียกว่า ออโต้บ็อต กับ ดีเซฟติคอน หุ่นยนต์ฝ่ายชั่วร้าย หลังจากไซเบอร์ตรอนซึ่งเป็นดาวบ้านเกิดพังพินาศแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างออกตามหา “ออลสปาร์ค” ต้นกำเนิดชีวิตของพวกมัน ฝ่ายหนึ่งตามหาเพื่อกุมความได้เปรียบในการยึดครองจักรวาล ขณะที่อีกฝ่ายต้องคอยขัดขวางแผนการชั่วร้าย

ในที่สุดพวกมันได้รู้ว่าจุดหมายที่ค้นหาอยู่บนโลกมนุษย์ และแผนที่ที่จะนำไปสู่ออลสปาร์คอยู่ที่เด็กหนุ่มชื่อ แซม วิทวิคกี้

แน่นอนว่าหุ่นยนต์ยักษ์หลากหลายรูปแบบคือจุดขายสำคัญ โดยมีดีกรีความมันสะใจในฉากสู้รบและฉากตะลุมบอนกลางเมือง แต่ภาพรวมของหนังไม่น่าประทับใจนัก โดยเฉพาะเมื่อหนังแบ่งเวลาพอสมควรไปกับฉากตัวละครมนุษย์ที่คอยพ่นบทสนทนาน่าเบื่อเนิ่นนานจนน่ารำคาญ อุดมไปด้วยมุขตลกฝืดเฝือล้นเกิน กระทั่งเมื่อถึงฉากลักษณะนี้ทีไรอยากเรียกหาหุ่นยนต์ให้ออกมาเขี่ยมนุษย์พวกนี้ให้พ้นไปเสียที

ตัวละครน่ารำคาญ เช่น พ่อแม่ของแซมในฉากออโต้บ็อตซ่อนแอบ เจ้าหน้าที่หน่วยเซ็กเตอร์เซเว่นจอมเพี้ยน และแฮกเกอร์อ้วนดำที่เอาแต่เอะอะโวยวาย หากตัดตัวละครตัวนี้ทิ้งไปก็ไม่มีผลกับหนัง แม้ว่าฉากและตัวละครเหล่านี้ผู้สร้างตั้งใจใส่มาเพื่อแบ่งคั่นความมันและความตื่นตาตื่นใจ แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นตัวขัดจังหวะ-ทำลายอารมณ์อย่างน่าเสียดาย

ในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งของหนัง ถ้าเอาเวลาไม่น้อยที่เสียไปกับฉากและตัวละครดังกล่าวมาเพิ่มให้กับตัวละครอื่น เช่น หุ่นยนต์ฝ่ายออโต้บ็อตนอกเหนือจากอ็อพติมุส ไพรม์ และบัมเบิลบี หรือกลุ่มทหารจากตะวันออกกลางซึ่งแม้แต่คนที่เด่นที่สุดก็ไม่มีอะไรให้จับต้องได้มากนัก เพื่อให้ตัวละครมนุษย์และหุ่นยนต์มี ชีวิต ให้สัมผัสได้มากขึ้น หนังที่สร้างจากการ์ตูนจะได้ไม่เบาและบางเหมือนแผ่นกระดาษ ภาพรวมของหนังก็น่าจะลงตัวกว่าที่เป็นอยู่

เห็นได้ว่าข้อติติงของผู้เขียนไม่ได้แตะไปที่พล็อตหรือความเพ้อเจ้อของเรื่องราวแม้แต่น้อย

ในหนัง Transformers นอกจากแซมและมิเคล่า เด็กหนุ่ม-สาวซึ่งเป็นตัวเดินเรื่องแล้ว ตัวละครมนุษย์ที่มีบทบาทสำคัญอีกคนหนึ่งคือ รัฐมนตรีกลาโหม จอห์น เคลเลอร์ ซึ่งรับบทโดย จอน วอยต์ เป็นตัวละครที่โดดเด่นเสียจนไม่ต้องมีฉากประชุมเคร่งเครียดของคณะผู้บริหารประเทศอย่างที่เคยเห็นในหนังหายนะเรื่องอื่นๆ และเด่นจนไม่จำเป็นต้องมีบทประธานาธิบดี โดยรัฐมนตรีกลาโหมคนนี้จะคอยกำกับสั่งการทุกอย่างตั้งแต่ต้น แม้แต่ในฉากแถลงการณ์ช่วงท้ายของเรื่องราวก็ยังเป็นหน้าที่ของเขา

ขณะเดียวกัน เมื่อบทเด่นตกอยู่กับรัฐมนตรีกลาโหม ที่ทำการกระทรวงอย่างอาคารเพนตากอนจึงกลายเป็นหนึ่งในฉากสำคัญของหนังไปด้วย

จากข้อมูลการถ่ายทำระบุว่า Transformers คือหนังเรื่องแรกนับจากเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำภายในและโดยรอบอาคารเพนตากอน รวมทั้งในฐานทัพอากาศฮอลโลแมนในนิวเม็กซิโก โดยได้รับการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก รวมไปถึงเครื่องบินรบหลายรุ่นจากกองทัพสหรัฐ นอกจากนี้ บรรดานักบินและทหารกว่า 300 นาย ยังได้เข้าฉากเป็นตัวประกอบให้กับหนัง

เอียน ไบรซ์ หนึ่งในผู้อำนวยการสร้างถึงกับกล่าวว่า “เราคงสร้างหนังเรื่องนี้ไม่ได้ถ้าไร้การโอบอุ้มจากกลาโหมและกองทัพ เราภูมิใจที่จะบอกว่าบททหารเกือบทั้งหมดรวมทั้งตัวประกอบ แสดงโดยทหารและอดีตเจ้าหน้าที่ทางการทหาร”

หากขยับขึ้นไปมองรายชื่อผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารแล้วอาจไม่แปลกใจเท่าใดนักที่ Transformers ได้รับการอุ้มชูเป็นพิเศษจากกองทัพ เพราะหนึ่งในนั้นคือ สตีเว่น สปิลเบิร์ก ผู้เคยทำให้กองทัพปลาบปลื้มจากหนังเรื่อง Saving Private Ryan จนต้องจัดพิธีมอบรางวัลบริการสาธารณะดีเด่นอันเป็นเกียรติยศระดับสูงสุดสำหรับพลเรือนให้แก่สปิลเบิร์กในวันทหารผ่านศึกปี 1999 (ร่วมกับ ทอม แฮงค์)

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าผู้สร้างจะอิ่มเอมกับความร่วมมือของกองทัพเพียงฝ่ายเดียว เว็บไซต์ทางการของกองทัพอากาศสหรัฐได้ลงรายงานเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้(เขียนโดยจ่าอากาศเอกแลร์รี่ เอ.ซิมมอนส์) ด้วยช่วงเวลาที่เหมาะเจาะคล้องจองอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนึ่งวันก่อนกำหนดฉายจริงวันที่ 4 กรกฎาคม 2007 ทั้งในรายละเอียดของความร่วมมือกันระหว่างผู้สร้างกับกองทัพ และแง่มุมความรู้สึกของทีมงานและเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งล้วนเป็นไปในทางชื่นชมยินดีและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

ในรายงานระบุว่า เมื่อหนังถ่ายทำเสร็จสิ้น นักแสดงและทีมงานได้รับเชิญให้เข้าเยี่ยมชมและร่วมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 9/11 ณ อนุสรณ์สถานสำหรับทหารโดยเฉพาะ ขณะที่ผู้สร้างได้เชิญตัวแทนทหารจากทุกเหล่าทัพให้ร่วมชม Transformers รอบพิเศษก่อนใครๆ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ที่น่าสนใจคือเสียงตอบรับของทหารที่พูดไปในทางเดียวกันว่าหนังนำเสนอภาพชีวิตในกองทัพได้อย่างสมจริง โดยพันจ่าอากาศเอกนายหนึ่งถึงกับกล่าวว่า หนังทำให้คนภายนอกเข้าใจถึงภาระหน้าที่ของทหารที่คอยปกป้องพวกเขาดียิ่งขึ้น ทั้งยังคิดว่านี่คือเครื่องมืออย่างดีในการเชิญชวนให้คนมาสมัครเป็นทหาร

เห็นอารมณ์ชื่นมื่นระหว่างผู้สร้างหนังกับกองทัพโดยเด้งรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ยอย่างนี้แล้ว ทำให้รู้ว่าเหตุที่ตัวละครรัฐมนตรีกลาโหมมีบทบาทมากเป็นพิเศษนั้นมีที่มาที่ไป และช่วยให้เข้าใจได้ว่าเหตุที่หนังต้องเกี่ยวโยงกับหน่วยรบของสหรัฐในประเทศกาตาร์ก็เพื่อให้ทหารหาญจากตะวันออกกลางได้มีโอกาสเป็นฮีโร่ในตอนท้าย

หนังอย่าง Transformers จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของหุ่นยนต์แปลงร่าง “ออโต้บ็อต” และ “ดีเซฟติคอน” เท่านั้น

แต่ยังเป็นการแปลงร่างของ “เพนตากอน” ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ป๊อป คัลเจอร์” ได้อย่างกลมกลืน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์