Harry Potter สู่วัยขบถ!!

Home / วิจารณ์หนัง / Harry Potter สู่วัยขบถ!!

Harry Potter and the Order of Phoenix เป็นหนังตอนที่ 5 ของวรรณกรรมเยาวชนยอดฮิต ซึ่งคงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณอะไรให้มากความอีกแล้วกระมังว่าตัวฉบับหนังสือฮิตขนาดไหน ซึ่งเล่มสุดท้ายของหนังสือชุดนี้จะออกในวันที่ 21 กรกฎาคม หลังจากที่หนังออกฉายไปประมาณ 1 อาทิตย์พอดิบพอดี ฉบับภาพยนตร์นี้กำกับฯโดยผู้กำกับฯหน้าใหม่สำหรับวงการภาพยนตร์ David Yates แต่เป็นมือเก๋าจากงวงการทีวี และเขียนบทโดย Michael Goldberg ซึ่งมาแทน Steve Kloves คนเขียนบท 4 ภาคก่อน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังภาคนี้แตกต่างไปจาก เดิมก็คือในส่วนภาพลักษณ์ ของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ตัวเอกของเรื่องซึ่งเปลี่ยนจากเด็กหน้าตาซื่อๆ น่ารัก ในภาคก่อนๆ กลายเป็นหนุ่มวัยรุ่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แฮร์รี่ในภาคนี้เลยไม่ได้มีหน้าตาน่ารักน่าชังอย่างเดิม แต่เป็นภาพของวัยรุ่นอังกฤษ ซึ่งเพิ่งผ่านเรื่องช็อคในชีวิตมา (อย่างเรื่องการตายของเพื่อนนักเรียน เซดริก เกรกอรี่ ในภาคก่อน ที่ทำให้เขานอนฝันร้ายทุกคืน) แน่นอนว่าส่วนหนึ่ง เป็นความลักลั่นของการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ด้วย

สิ่งหนึ่งที่แสดงถึงสภาพจิตใจปุๆ ปะๆ ของแฮร์รี่ก็คือฉากเปิดเรื่องในสนามเด็กเล่นซึ่ง แฮร์รี่นั่งอยู่ชิงช้าที่ดูไม่เหมาะกับเด็กวัยรุ่นอย่างเขาเลย กับดวงตาเหม่อลอยไร้จุดหมาย เหมือนกวางที่โดนแสงไฟหน้ารถสาดใส่กลางถนนแล้วไม่รู้จะวิ่งหนีไปทางไหน

ภาพยนตร์ภาคนี้เป็นภาคแรกที่เหล่าพอมดและแม่มดน้อยๆ ในเรื่องจะได้ออกจากโรงเรียนฮอกวอตส์ที่ปลอดภัย ใต้การดูแลของ ศ.ดัมเบิ้ลดอร์ ครูใหญ่ของโรงเรียน เข้าไปเผชิญเศษเสี้ยวหนึ่งของโลกของผู้ใหญ่ ซึ่งน่ากลัวกว่า รุนแรงกว่าและโหดร้ายกว่า แถมยังเต็มไปด้วยเล่ห์กลทางการเมือง และเป็นภาคแรกที่เราจะได้เห็นเวลาผู้วิเศษสู้กันจริงๆ เป็นอย่างไร


เรื่องราวในภาคนี้เริ่มขึ้นเมื่อกระทรวงเวทมนตร์นำโดยรัฐมนตรี คอร์นีเลียส ฟัดจ์ เกรงว่าดัมเบิ้ลดอร์อาจจะกำลังวางแผนก่อการเพื่อยึดอำนาจเขาโดยใช้นักเรียนของโรงเรียนฮอกวอตส์เป็นเครื่องมือ พร้อมๆ กับกุเรื่องการกลับมาของวอลเดอร์มอร์ท ฟื้นคืนชีพขึ้นมาสร้างความหวาดกลัวในหมู่พ่อมดและแม่มด จึงพยายามใช้เล่ห์ทางการเมืองกับแฮร์รี่และดัมเบิ้ลดอร์ พร้อมส่งตัวแทนของกระทรวงอย่าง โดโลเรส อัมบริดจ์ มาเป็นอาจารย์สอนการป้องกันตัวจากศาสตร์มืดมาเพื่อสอดส่องพฤติกรรมและคอยระงับเหตุน่าสงสัยที่จะเกิดขึ้นได้

สิ่งแรกที่เธอทำก็คือการเปลี่ยนให้ห้องสอนการป้องกันตัวจากศาสตร์มืด เหลือเพียงการเรียนทฤษฎีจากตำราเล่มโตเท่านั้น ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับบรรดานักเรียนทั้งหลาย รวมไปถึง เฮอไมโอนี่ เกรนเจอร์ นักเรียนดีเด่นประจำบ้านกริฟฟินดอร์ เพื่อนสนิทของแฮร์รี่ด้วย ซึ่งจากที่เธอไม่เคยแหกกฎเลย แต่ครั้งนี้เธอกลับเป็นตัวตั้งตัวตี ตั้งชมรมลับ “ดัมเบิ้ลดอร์ อาร์มี่” ขึ้นมาเพื่อเรียนเวทมนตร์ป้องกันตัวจริงจัง ซึ่งการนี้เท่ากับการเป็นศัตรูกับอัมบริดจ์โดยตรง

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังต้องรับมือกับบรรดาผู้เสพความตาย ลูกสมุนของวอลเดอร์มอร์ท ซึ่งกำลังวางแผนการชั่วร้ายอยู่เบื้องหลัง


เนื้อหาของหนังในภาคนี้ออกจะเครียด และหนักหนาพอสมควร นอกจากความแปรปรวนของวัยรุ่นและบาดแผลในความทรงจำจากเหตุร้ายในอดีตส่งผลให้แฮร์รี่ ระเบิดอารมณ์อยู่บ่อยๆ น้องจากนี้หนังยังให้ความรู้สึกของวัยรุ่นที่กำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่แต่ก็รู้เรื่องผู้ใหญ่ไม่ได้ (เพราะผู้ใหญ่กลัวว่าจะเป็นอันตราย) และการที่กลับไปเป็นเด็กก็ไม่ได้ ซ้ำยังถูกโดดเดียวจากเพื่อนๆ เพราะความเข้าใจผิดบางอย่าง

อย่างไรก็ตาม ในภาคนี้ยังมีเรื่องของความกุ๊กกิ๊กหนุ่มๆ สาวๆ ระหว่าง รอน วีสลี่ย์ กับ เฮอไมโอนี่ และ แฮร์รี่ กับ โชแชง พอเป็นสีสันพอสมควร นอกจากนี้ยังมีตัวละครที่มีเสน่ห์สุดสุด อย่าง ลูน่า เลิฟกู๊ด สาวน้อยผมทองท่าทางเพี้ยนๆ ซึ่งเป็นตัวละครตัวเดียวในภาคนี้ที่มีความเชื่อมโยงในจิตใจกับแฮร์รี่ และเข้าใจปัญหาพร้อมกับเป็นคนที่เสนอทางออกของเรื่องต่างๆ ให้เสมอ ไม่ว่าเธอจะรู้ตัวหรือไม่ แถมการแสดงของ อีวานน่า ลินช์ ซึ่งเป็นนักแสดงหน้าใหม่ ก็ขโมยซีนบรรดาดาราเด็กหน้าเก่าเรียบ รวมไปถึงแม่มดสติวิปลาส เบลลาทริกซ์ เลสแทรงจ์ ที่แสดงโดย เฮเลนน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ ก็เพี้ยนได้ใจจริงๆ ทั้งที่โผล่ออกมาแค่ 2 ฉาก

ประเด็นสำคัญของหนังเรื่องนี้นั้น ดูจะเป็นในเรื่องของความเป็นขบถ ต่อต้านกับระบบต่างที่ตัวอัมบริดจ์ อันเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐและข้าราชการในเรื่องนี้ ซึ่งดูเป็นหญิงวัยกลางคนในชุดแบบสีชมพูแปร๋น ซึ่งมาพร้อมกับเสียงหัวเราะไร้สติ และชอบออกกฎระเบียบบ้าๆ บอๆ ที่มีแต่ห้ามๆๆ เท่านั้น (ลักษณะที่ว่านี่ พูดมาโดยไม่บอกว่าเป็นใครในประเทศไทยเองก็คุ้นๆ จะมีคนตอบออกมาหลายชื่อทีเดียว) แม้จะดูเป็นคนที่อาจจะใจดีแต่ก็ไม่ลังเลจะใช้ความรุนแรงและอำนาจแบบล้ำเส้นเกินขอบเขตตามแบบอำนาจนิยม โดยอ้างเหตุผลมั่วๆ เอาเองคนเดียว

หนังตั้งคำถามหนักพอสมควรว่ารัฐและระบบแบบอำนาจนิยมมีสิทธิอะไรมาใช้อำนาจกับประชาชน (หรือในที่นี้ในฐานะโรงเรียนกับนักเรียน) โดยใช้เพียงสามัญสำนึกของตนเป็นเครื่องตัดสิน แถมหนังยังแอบแนะนำกลายๆ ว่าถ้าเกิดเรื่องที่ว่าขึ้นคนดูควรจะทำอย่างไร

ที่จะต้องเตือนกันไว้ก่อน Harry Potter and the Order of Phoenix ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กเล็กๆ แล้ว เพราะหนังโทนมืดหม่นขึ้นอย่างมากและเนื้อหาก็รุนแรงขึ้น ซึ่งแลกมากับความลุ่มลึกและซับซ้อนชวนติดตามของเรื่อง ที่เริ่มขมวดปมเข้ามาทุกที

โดยรวมแล้วภาคนี้น่ะ สนุกขึ้นกว่าภาคที่ภาคด้วยปริศนาและประเด็นทางการเมืองที่ร่วมสมัย และก็ความซับซ้อนของตัวละครที่มากขึ้น แถมยังทิ้งปริศนาใหม่ๆ ยิ่งกว่าจะตามแก้มากเข้าไปอีก แต่ก็อาจจะเหมือนภาคที่แล้วที่อาจจะไม่ถูกใจบรรดาแฟนๆ หนังสือ เพราะเนื้อหาถูกลดทอนลงไปเยอะ จนแทบไม่ให้ความสำคัญในส่วนของโลกมหัศจรรย์แบบภาคก่อนๆ อีกแล้ว (เอาเป็นว่าไม่เหลือเลยดีกว่า)

แต่ไม่น่าจะทำให้แฟนของหนังผิดหวังอย่างแน่นอน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์