The Three Burials of Melquiades Estrada เดินทางสู่ความบริสุทธิ์

Home / วิจารณ์หนัง / The Three Burials of Melquiades Estrada เดินทางสู่ความบริสุทธิ์

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com


ไม่มีทฤษฎีใดยืนยันว่าผู้ที่ผ่านงานแสดงมาอย่างโชกโชนจะเป็นผู้กำกับฯที่ดี แต่ถึงกระนั้น นักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือดีเมื่อขยับไปกำกับหนังเองแล้วทำผลงานได้น่าชื่นชมกลับมีให้เห็นอยู่เสมอ

โรเบิร์ต ดูวัลล์ กับ The Apostle (1997) และ Assassination Tango (2002) วอร์เรน บีตตี้ กับ Reds (1981) และ Bulworth (1998) โรเบิร์ต เดอ นีโร กับ A Bronx Tale (1993) และ The Good Shepherd (2006) ยังไม่พูดถึงโรเบิร์ต เรดฟอร์ด และคลินต์ อีสต์วู้ด ที่ได้รับการยกย่องยอมรับมายาวนาน

ไม่นานมานี้ นักแสดงระดับออสการ์วัย 60 ปี อย่าง ทอมมี่ ลี โจนส์ ทำให้คนตื่นเต้นกับฝีมือกำกับฯของเขาได้เช่นกัน หลังจากพาผลงานเรื่องแรก The Three Burials of Melquiades Estrada (2005) เข้าชิง 3 รางวัลใหญ่ที่เมืองคานส์ รวมทั้งรางวัลปาล์มทอง ก่อนที่โจนส์จะฝ่าด่านอรหันต์คว้ารางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมให้กับตนเอง

The Three Burials of Melquiades Estrada ใช้ฉากพรมแดนสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโกทางตะวันตกของเท็กซัส เปิดเรื่องด้วยการพบศพชายชาวเม็กซิกันที่ถูกฆ่าแล้วฝังซ่อนไว้ไม่ลึกจนหมาป่าคุ้ยกิน เขาคือ เมลกีอาเดส เอสตราด้า (ฮูลิโอ ซีดิลโย) ชาวเม็กซิกันลักลอบเข้าเมือง หรือที่เรียกว่าพวก “หลังเปียก”

พีท (ทอมมี่ ลี โจนส์) เพื่อนสนิทของเมลกีอาเดส คอยสอบถามถึงความคืบหน้าของคดี แต่ไม่มีใครใส่ใจ โดยอ้างเหตุผลว่าผู้ตายเป็นแค่พวกต่างด้าว แม้พีทจะสืบจนรู้ว่าอาวุธที่สังหารเพื่อนคือปืนประจำตัวของพวกหน่วยตรวจคนเข้าเมือง แต่นายอำเภอกลับจัดการฝังศพมาร์กีอาเดสอย่างไม่ยินดียินร้าย

กระทั่ง เรเชล (เมลิสสา ลีโอ) สาวร้านอาหารซึ่งเคยมีสัมพันธ์กับพีทได้ยินนายอำเภอกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคุยกันว่า ไมค์ นอร์ตัน (แบร์รี่ เป๊ปเปอร์) เป็นคนฆ่าเมลกีอาเดส เธอจึงนำเรื่องนี้ไปบอกพีท

นอร์ตันย้ายมาเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่นี่ไม่นาน เขาเป็นคนหนุ่มจิตใจเย็นชา หมกมุ่นทางเพศ มีหน้าที่ประจำคือเฝ้าและตรวจตราพื้นที่ที่ชาวเม็กซิกันมักจะหลบหนีเข้ามา และพร้อมจะทำร้ายคนเหล่านั้นหากคิดหลบหนี ขณะที่ภรรยา ลู แอนน์ (แจนนิวเอรี่ โจนส์) นอกจากจะเบื่อหน่ายเมืองชายแดนที่ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ยังได้รับการปฏิบัติจากสามีไม่ต่างจากคนรับใช้และวัตถุทางเพศ

พีทบุกเข้าไปจับตัวไมค์ถึงบ้าน เขาบังคับให้ไมค์ขุดศพเมลกีอาเดสขึ้นมา ก่อนที่ชาย 2 คน ร่างไร้ชีวิต 1 ร่าง และม้า 4 ตัว จะออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เม็กซิโก ตามคำสัญญาที่พีทให้ไว้กับเมลกีอาเดสว่าถ้าเมลกีอาเดสตายต้องพากลับไปฝังยังบ้านเกิด

ระหว่างการเดินทางพีทต้องเจอปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นไมค์ที่คิดหลบหนี หน่วยตรวจคนเข้าเมืองที่ออกตามล่า แล้วยังสภาพศพที่ย่ำแย่ลงและถูกมดกัดกิน กว่าจะถึงปลายทางซึ่งไม่แน่ว่าจะใช่จุดหมายที่แท้จริงหรือไม่

หนังแบ่งออกเป็น 4 องก์ ได้แก่ การฝังศพเมลกีอาเดสครั้งแรก การฝังศพเมลกีอาเดสครั้งที่สอง การเดินทาง และการฝังศพเมลกีอาเดสครั้งที่สาม โดยใน 2 องก์แรกจะเต็มไปด้วยฉากย้อนอดีตเพื่อเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างพีทและเมลกีอาเดส เรื่องราวความเป็นมาของไมค์ และเหตุการณ์ที่ไมค์ยิงเมลกีอาเดส บางเหตุการณ์เล่าซ้ำ 2-3 ครั้ง โดยเปลี่ยนมุมมอง หรือขยายให้ชัดเจนขึ้น

บรรยากาศของหนังเต็มไปด้วยความเนือยนิ่งด้วยเรื่องราวที่ค่อยๆ คืบหน้า กับตัวละครซึ่งล้วนตกอยู่ในสภาพเวียนซ้ำอยู่กับที่ ทั้งลู แอนน์ ที่ได้แต่นั่งเหม่อลอยในร้านอาหาร นายอำเภอผู้กำลังสงสัยว่าตนเองทำอะไรอยู่ในเมืองนี้ เขามีสัมพันธ์ลับ(บางครั้งเป็นสัมพันธ์ “ล่ม”) กับเรเชลผ่านการนัดหมายเหมือนเดิมทุกครั้งว่า “ที่เก่าเวลาเดิม” ส่วนเรเชลเป็นภรรยาเจ้าของร้านอาหารแต่กลับมีสัมพันธ์กับชายอื่นเพื่อคลายความซ้ำซากจำเจ ขณะที่บ๊อบ สามีของเรเชลไม่รู้แม้กระทั่งวันเดือนปี

เหล่านี้คือบรรยากาศเนือยนิ่งเหี่ยวเฉาจนไม่น่าจะเป็นแดนสวรรค์ที่ชาวเม็กซิกันมากมายสุ่มเสี่ยงเดินทางมา ยิ่งเมื่อสมทบกับเหตุการณ์ฆาตกรรมเมลกีอาเดส การทำร้ายร่างกายชาวเม็กซิกันโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และนายอำเภอที่ไม่เห็นว่าชีวิตชาวเม็กซิกันมีค่า เปรียบเทียบกับบรรยากาศสงบเงียบ ผู้คนมีน้ำใจ และความมีชีวิตชีวาในเม็กซิโก สหรัฐจึงดูเป็นดินแดนอันตรายและไม่น่าอยู่อาศัย

นอกจากเรื่องราวตัวละครและสภาพบรรยากาศซึ่งถูกทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างฝั่งสหรัฐและเม็กซิโกแล้ว พฤติกรรมผิดประเวณี หมกมุ่นในตัณหาราคะ การฆาตกรรม และการโกหกหลอกลวงของตัวละครฝั่งสหรัฐ ต่อเนื่องมาถึงช่วงท้ายในเม็กซิโกที่พีทให้ไมค์ขอพระเจ้าให้อภัยต่อความผิดของเขา สอดคล้องกับคำพูดของลู แอนน์ว่าไมค์กำลังถูกชำระล้างบาป ช่วยสื่อความหมายว่าฝั่งสหรัฐคือดินแดนแห่งบาป ส่วนเม็กซิโกคือดินแดนแห่งการไถ่บาปนั่นเอง

ฉากที่พีทลากไมค์ลงน้ำขณะเดินทางข้ามแม่น้ำสายเล็กๆ ที่แบ่งกั้นระหว่าง 2 แผ่นดิน จึงมีนัยยะของการชำระล้างบาปโดยตรง นั่นคือผ่านพ้นจากบาปสู่ความบริสุทธิ์

ด้วยเหตุนี้ เม็กซิโกจึงไม่ใช่แค่ปลายทางของพีทและเมลกีอาเดส ไม่ใช่แค่การเดินทางกลับบ้าน หรือเป็นสถานที่ที่พีทคิดจะลงหลักปักฐาน แต่เป็นจุดหมายของเรื่องราวและแก่นสารทั้งหมด ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคนเขียนบทหนังเรื่องนี้คือ กิลเยอร์โม อาร์ริอากา นักเขียนบทเลือดเม็กซิกันผู้เคยฝากผลงานสั่นสะเทือนอารมณ์ภายใต้งานกำกับฯของ อาเลคันโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู ทั้ง Amores perros (2000) 21 Grams (2003) และ Babel (2006)

จุดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ หนังมีร่องรอยของตำนานเทพปกรณัมกรีกและโรมัน เช่นการเดินทางกลับบ้านท่ามกลางอุปสรรคนั้นชวนให้นึกถึงมหากาพย์โอดิสซี หรือตัวละครชายชราตาบอดที่ให้ความช่วยเหลือแก่พีท อาจเทียบได้กับ เดโมโดคุส วณิพกตาบอดผู้ขับลำนำกระตุ้นเตือนโอดิสซุสให้ลาจากดินแดนแห่งเฟเชียนเพื่อออกเดินทางต่อ

ชายชราเป็นเดโมโดคุสที่ไม่ได้ขับลำนำ แต่ชอบฟังวิทยุภาษาเม็กซิกัน(ทั้งที่ฟังไม่รู้เรื่อง) ขอบคุณพระเจ้าก่อนมื้ออาหาร และขอให้พีทปลิดชีวิตเขาราวกับเป็นการหยั่งวัดความศรัทธาในพระเจ้า

สมเป็นผู้ชี้ทางสู่ดินแดนแห่งความบริสุทธิ์จริงๆ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์