ตั๊ดสู้ฟุด ผู้ใหญ่ควร(ได้รับคำ)แนะนำ

Home / วิจารณ์หนัง / ตั๊ดสู้ฟุด ผู้ใหญ่ควร(ได้รับคำ)แนะนำ

โดย ศศิ วัน


ถ้าจะเรียกความสำเร็จของ โกยเถอะโยม ที่กวาดรายได้ไปกว่าร้อยล้านบาท ว่าเป็นความฟลุค ก็คงจะพอกล้อมแกล้มไปได้บ้าง แต่มาถึงหนังเรื่องที่สองอย่าง ตั๊ดสู้ฟุด คงต้องยอมรับกันจริงๆ แล้วล่ะว่า นักแสดงตลกอย่าง จตุรงค์ พลบูรณ์ (จตุรงค์ มกจ๊ก) “ทำหนัง (ตลก) เป็น” จริงๆ เพราะ “ตั๊ดสู้ฟุด” จัดได้ว่าเป็นหนังที่ทั้งสร้างอารมณ์ขันและดูสนุกที่สุดเรื่องหนึ่งของบ้านเราเลยก็ว่าได้

โดยหนังใช้ประเทศฮ่องกงเป็นฉาก (อันที่จริงก็เซ็ตถ่ายกันในบ้านเรานั่นแหละ) เพื่อเล่าเรื่องของมาเฟีย 3 แก๊งที่ไม่ถูกกัน แถมยังพยายามหาทางปัดแข้งปัดขากันอยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน ก็มีมาเฟียฝรั่งอีกหนึ่งแก๊งคอยจ้องจะงาบกิจการของทั้งสามอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายมัวแต่ทะเลาะกัน คนรุ่นลูกรุ่นหลานก็ดันมาตกหลุมรักกันเสียนี่

แล้วตั๊ดสู้ฟุดหรือตุ๊ดสู้ฟัดของเราไปอยู่ที่ไหนกันล่ะ? คำตอบก็คือ “มังกรทอง” หนึ่งในสามแก๊งที่ว่ามีอันต้องให้ “เทียน” (บอย-สิทธิชัย ผาบชมพู) น้องชายใจหญิงที่เป็นฝาแฝดกับ “เต๋า” มาเป็นหัวหน้าแทนชั่วคราว เพราะเต๋ามีอันต้องไปรักษาแขนที่ถูกศัตรูฟันขาดไป


“มันไม่ใช่หนังกะเทย แต่เป็นหนังมาเฟียที่มีกะเทยเท่านั้นเอง” จตุรงค์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ ซึ่งดูแล้วก็จริงตามนั้นเสียด้วย เพราะนอกจาก เทียน และเพื่อนร่วมก๊วนอีก 3 คน ก็นับว่าหนังมีเพศที่สามน้อยมาก

ส่วนใครจะมองว่านี่คือหนังที่ทำให้เพศที่สามเสียหาย คงต้องบอกให้กลับไปคิดใหม่แล้วล่ะ โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ที่หนังอธิบายเหตุผลอยู่กลายๆ ว่า การ “เป็นหญิง” และ “มีใจหญิง” ประเสริฐกว่าการเป็นชายอย่างไร ซึ่งฟังแล้วก็ทั้งซึ้งแกมทึ่ง ว่าหนังตลกแบบนี้ก็มีคำพูดกินใจได้ถึงเพียงนี้ได้ด้วย

แต่แน่นอนว่าให้ซึ้งแค่ไหนก็ต้องน้อยว่าฮาอยู่วันยังค่ำ เพราะรับรองได้เลยว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วคุณจะหัวเราะลืมโลกเลยทีเดียว เนื่องจากหนังดำเนินเรื่องอย่างกระชับและน่าติดตาม ทำให้คนดูมีโอกาสเบื่อได้น้อยมาก แถมหนังยังใส่มุขตลกได้ถูกจังหวะ บางมุขนอกจากจะได้หัวเราะ ผู้ชมยังได้มีส่วนร่วมอีกด้วย เช่น ฉากที่ 4 สมาชิกแก๊งมังกรทองแวะเข้าไปปลดทุกข์ในตรอก แต่กลับโดนซ้อมกลับมา จึงต้องมายืนถกเถียงกันด้วยการเล่นคำว่า “ตรงนั้น-ตรงนี้” ซึ่งพอดูแล้วก็อดพูดตามพวกเขาด้วยความนึกสนุกไม่ได้ (อันนี้คนในโรงพูดตามกันอย่างคึกคักจริงๆ นะ)

นอกจากนี้ หนังยังมีประโยค “ไม่กินผักทำไมไม่บอก” เป็นอีกหนึ่งมุขเด็ด ที่ใครเคยดูหนังรักวัยรุ่นฤดูกาลผันเปลี่ยนของค่ายจีทีเอช ก็คงจะอมยิ้มได้ไม่ยากเหมือนกัน (แน่นอนว่าใครไม่เคยดูย่อมไม่เก็ต)

แต่ถึงจะมีเรื่องให้อมยิ้มและปล่อยฮาได้มากมายขนาดนี้ “ตั๊ดสู้ฟุด” ก็ไม่อาจนับได้ว่าเป็นความสนุกที่เหมาะกับคนทุกวัย โดยเฉพาะคุณน้องๆ หนูๆ ที่ยังขาดวิจารณญาณเรื่องผิดถูกดีชั่ว เพราะก็เป็นอย่างที่เห็นในตัวอย่างที่ฉายตามโรงนั่นแหละ ว่าหนังมีคำหยาบอยู่ยั้วเยี้ย แถมยังมีลูกทะลึ่งอยู่เต็มไปหมด ที่สำคัญคือมีฉากโหดๆ อย่าง มีดปักหัว-ปักหลังอีกด้วย (ไม่นับฉากบู๊อื่นๆ ซึ่งมันไม่แพ้หนังของ “จา พนม” ที่คนปกติก็คงมองว่ามันคือการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่คนคิดมากอาจจะมองว่าเป็นการใช้กำลังตัดสินปัญหา)

ฉะนั้น ถ้าลูกหลานร้องกระจองอแงอยากไปดู ผู้ปกครองทั้งหลายก็พึงติดสอยห้อยตามเข้าไปด้วย เพื่อที่ออกจากโรงแล้วจะได้ออกมาชี้ถูกผิดให้พวกเขาเห็น (แต่อย่าไปอธิบายกันในโรงล่ะ เดี๋ยวจะกวนสมาธิชาวบ้านเขาเปล่าๆ) แต่สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่มีเวลาให้ลูก เพื่อความปลอดภัย (ของใครก็ไม่รู้) ก็อย่าปล่อยให้ผ้าขาวของท่านไปดูหนังเรื่องนี้เลยนะ เพราะมันควรจะถูกจัดเป็นหนังสำหรับผู้ใหญ่เสียมากกว่า

และไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อแม่ แต่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งหลายก็น่าจะได้รับการแนะนำให้ไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะนอกจากมันจะช่วยให้ท่านๆ ได้หายเครียดจากหน้าที่การงานแล้ว ยังน่าจะทำให้คิดอะไรได้บางอย่างด้วย เพราะในหนัง 3 แก๊งมาเฟียร่วมชาติมัวแต่ทะเลาะกัน จนเป็นจุดอ่อนให้ฝาหรั่งเข้ามาแทรกแซงเพื่อฮุบกิจการได้ง่ายๆ

เหมือนประเทศไหนก็ไม่รู้ ที่ “ผู้ใหญ่” มัวแต่เอาเวลาพัฒนาชาติไปเถียงกันอยู่นั่น โดยไม่ได้มองเลยว่าประเทศอื่นๆ เขาเจริญไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว

ที่มาจากหนังสือพิมพ์