หลงรักจับจิต Paris Je t aime

Home / วิจารณ์หนัง / หลงรักจับจิต Paris Je t aime

โดย แป้งร่ำ


เอ่ยถึงมหานครปารีส เมืองหลวงที่ได้ชื่อว่าทรงเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งบนดวงดาวสีฟ้าใบนี้ หลายคนคงจะนึกถึงหลายสิ่งสวยงามที่ช่วยจรรโลงความโรแมนติคในหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นค่ำคืนที่งดงามยามแสงไฟส่องกระทบทั่วทั้งเมือง ร้านกาแฟน่ารักอ่อนหวานริมถนน หรือความรักของหนุ่มสาวชาวปารีเซียงที่ทั้งเร่าร้อนและหวานละไม (เหมือนในนิยาย)

แต่ปารีส ไม่ได้มีดีแค่รูปภาพสดใสอย่างที่เห็นในไก๊ด์บุ๊ค สถาปัตยกรรมที่ผสานระหว่างอดีตและปัจจุบันอย่างลงตัว หรือวิวงามๆ ในรายการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เสน่ห์จากวิถีชีวิตผู้คนที่ทั้งละมุนและขื่นขมในทุกซอกมุมของปารีสต่างหาก ที่ทำให้มหานครแห่งนี้สุดพิเศษกว่าที่ไหนๆ

และจากจุดนี้เอง โปรเจ็คต์ดีๆ อย่าง Paris Je t”aime หนังในกลุ่ม สามัคคีฟิล์ม หรือ Anthology Film ที่ให้ผู้กำกับฯขั้นเซียนกว่า 20 ชีวิต อาทิ คริสโตเฟอร์ ดอยล์, กาส แวน แซง, พี่น้องโคเอน, อัลฟองโซ คูเอรอน และเวส คราเวน และอีกหลายเซียนของยุโรป มาร่วมถ่ายทอดมุมมองที่มีปารีส ผ่านหนังสั้น 18 เรื่อง ที่มีความยาวแค่เรื่องละ 5 นาที จะถ่ายทำแนวไหนพื้นที่ตรงไหนของปารีสก็ได้ และด้วยโจทย์นี้เลยทำให้เราได้เห็นปารีสในหลายมุมมองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่ตรอกซอกซอยยันหอไอเฟล แต่ทุกหนแห่งที่เราเดินร่วมทางกับหนัง ล้วนมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคำสั้นๆ อย่าง ความรักที่ตีความได้อย่างอิสระ

และอิสระนี้เอง ทำให้ทุกรสชาติที่ได้ลิ้มลองมีทั้งขมปร่าและหวานลิ้นชวนติดใจ

ความลงตัวของแต่ละเรื่องและการร้อยเรียงอย่างไม่ขัดเขิน ทำให้ทั้ง 18 เรื่อง ไม่มีเรื่องไหนที่รู้สึกรักน้อยเลย แบ่งขั้นได้เพียงรักกับรักมากเท่านั้น

อย่างเรื่องที่รักมาก ก็ต้องยกให้นี่เลย Loin du 16eme ฝีมือของ Walter Salles และ Daniela Thomas ที่เล่าเรื่องราวของสาวละติน (Catalina Sandino Moreno จาก Maria Full of Grace) ที่ต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อนำลูกน้อยไปฝากไว้ที่เนิร์สเซอรี่ ก่อนที่จะเดินทางไปทำงานเป็นแม่บ้านและเลี้ยงลูกให้นายจ้างผู้ร่ำรวย ถึงจะแอบน้ำเน่านิดๆ แต่หนังก็เล่าเรื่องราวได้กระชับ และมีพลังพอที่จะกระทบความรู้สึกให้น้ำตาคลอได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะตอนที่สาวละตินร้องเพลงกล่อมลูกนายจ้างแล้วทอดตามองไปแสนไกล

อีกตอนที่ขำสุดสุดก็คือ Tour Eiffel ของ Sylvain Chomet ที่นำเสนอด้วยลีลาตลกใสๆ หรรษาสไตล์การ์ตูน เล่าเรื่องการผจญภัยของตลกหน้าขาว ก่อนพบเนื้อคู่ที่เหมือนกันในเรือนจำ เล่นเอาหัวเราะแทบไม่หยุดเลยทีเดียว

ส่วนเรื่องที่ทำเอาอึ้งไปเลยคือ Le Marais โดย Gus van Sant ที่เล่าถึงล่ามสุดเซอร์ที่ไปถูกหนุ่มหล่อคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความรักชาย-ชายแบบธรรมดานะ เพราะบทพลิกแบบคาดไม่ถึง แถมยังมีหมัดเด็ดที่น็อคคนดูได้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมอีกด้วย

และอีกเรื่องที่มีวิธีดำเนินเรื่องได้น่าสนใจก็คือ Faubourg Saint-Denis แนวโรแมนติค-ทราจิดี้ ของ Tom Tykwer (Run Lola Run, Heaven) ที่ตัดสลับเรื่องได้ไวมากๆ และไวแบบรู้เรื่องเข้าใจด้วยนะ ด้วยเทคนิคเร่งภาพแบบไฮสปีด ที่ไล่เรียงความรักของหนุ่มตาบอด กับสาวน้อยที่ฝันอยากเป็นนักแสดง (Natalie Portman) ตั้งแต่แรกรักจนถึงร้างรา

เรื่องสุดท้ายที่เจ๋งสุดสุด ก็ต้องนี่ 14th arrondissement ของผู้กำกับฯอินดี้อเมริกัน Alexander Payne ซึ่งเป็นหนังเรื่องสุดท้ายและถือเป็นบทสรุปที่ลงตัวเลยทีเดียว โดยใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบง่ายๆ ให้ผู้หญิงชาวอเมริกันที่เดินทางมาท่องเที่ยวปารีสตามลำพัง บอกเล่าถึงประสบการณ์แสนประทับใจที่พบพานมา ด้วยภาษาฝรั่งเศสแบบสำเนียงอเมริกันสุดสุด สร้างอารมณ์ขันได้อย่างเรียบง่าย ดูจริงใจ แต่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์

น่าเสียดายที่หนังดีๆ เรื่องนี้จะมีฉายแค่โรงเดียวคือโรงหนังสกาล่า ก็อย่างว่าละนะ เข้าชนกับหนังฟอร์มอภิมหายักษ์อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ นี่นา

แต่ถึงจะมีแค่ที่เดียว แต่ก็ควรค่าแก่การขวนขวายไปดูอย่างยิ่ง เพราะบางทีเพียงเศษเสี้ยวของความรักเล็กๆ ในเมืองใหญ่ อาจทำให้คุณมองความรักได้ในมุมที่กว้างกว่าเดิม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์