อีส้มสมหวัง ลูกทุ่งแนวทดลอง?

Home / วิจารณ์หนัง / อีส้มสมหวัง ลูกทุ่งแนวทดลอง?

“อีส้มสมหวัง” เป็นผลงานภาพยนตร์ลำดับที่ 3 ของ โน้ต เชิญยิ้ม หรือ บำเรอ ผ่องอินทรีย์ ถัดจากเรื่องแรกคือ “คนปีมะ” ที่ถือว่าล้มเหลวด้านรายได้ และเรื่องที่สองคือ “หลวงพี่เท่ง” ที่ทำเงินทะลุร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นเพราะได้เจอทั้งความต่ำสุดและสูงสุดมาหมดแล้วหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่ทำให้บำเรอทำหนังเรื่องที่สามแบบไม่ต้องคำนึงเรื่องรายได้มากนัก ขอเพียงได้ทดลองใส่อะไรใหม่ๆ ในหนังของตัวเองบ้างก็เป็นพอ?

เปล่า, บำเรอไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใครถึงเจตนาการทำหนังแบบที่ว่า แต่ผลงานของเขาเองต่างหากที่ฟ้องถึงความคิดนั้น

“อีส้มสมหวัง” เล่าถึงชีวิตในวงดนตรีลูกทุ่งของนักร้องชื่อดังอย่างยอดรัก สลักใจ โดยมี “สมหวัง” (ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์) ชายหนุ่มผู้ชื่นชอบนักร้องคนนี้และฝันอยากเป็นนักร้องแบบเขาบ้าง มาสมัครเป็นน้องใหม่ประจำวง ในฐานะเด็กขนของ ซึ่งพอเข้ามา สมหวังก็ได้รู้จักกับ “ส้ม” (สุวนันท์ คงยิ่ง) หางเครื่องสาวสวยประจำคณะ และตกหลุมรักกันและกันในที่สุด

หนังรวมดาวตลกไว้ทั่วฟ้าเมืองไทย (อีกแล้ว) แล้วก็มีมุขฮาๆ แบบเดียวกับที่คุณเคยดูจากหนังตลกทั่วๆ ไปนั่นแหละ เพียงแต่เรื่องนี้ออกจะเน้นสิ่งปฏิกูลเสียเหลือเกิน ไหนจะให้กินน้ำผสมอึ ไหนจะให้ดื่มฉี่ ซึ่งอันนี้ใครจะขำหรือยี้ก็ว่ากันไปตามรสนิยม

แล้วบำเรอทดลองอะไรใหม่ใน “อีส้มสมหวัง”? คำตอบก็คือ หนังตลกส่วนใหญ่ในบ้านเรามักจะบอกทุกอย่างแก่คนดู มีมุขก็ต้องโจ่งแจ้งว่าคุณต้องฮากับฉากนี้ พูดง่ายๆ ว่าเป็นหนังที่ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความ แต่มีไว้ดูคลายเครียดอย่างเดียว ทว่า “อีส้มสมหวัง” กลับฉีกตัวเองออกจากขนบนั้นในตอนท้าย เพราะหนังทิ้งประเด็นไว้ให้คนดูได้คิดเอาเอง หรือที่เรียกว่าจบแบบ “ปลายเปิด” นั่นเอง

ซึ่งการจบแบบนี้ นำมาซึ่งใบหน้า “อึ้ง-ทึ่ง-งง” ของคนดูที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่งมาตลอดทั้งเรื่องโดยแท้ (ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงหน้าตัวเองหรือเพื่อนร่วมโรงตอนไปดูหนังไทยเรื่อง “พลอย” ดูก็ได้)

แต่สำหรับคนที่ดูมาทั้งเรื่องแล้วไม่เห็นว่าไอ้มุขที่ใส่ๆ มามันจะขำตรงไหน แถมยังรำคาญอยู่หน่อยๆ ว่าหนังตลกไทยจะมีอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เหรอ พอเห็นตอนจบแบบนี้ กลับนึกนิยมผู้กำกับฯอยู่ในใจว่าช่างกล้าหาญจริงๆ ที่กระทำการเช่นนี้ออกมา จนหนังพลิกประเภทตัวเองจากคอมเมอดี้ กลายเป็นแบล็ค คอมเมอดี้ (ตลกร้าย) หรือดราม่าไปในบัดดล เพราะมันทำให้เราได้ตระหนักถึงวงจรชีวิตที่น่าเศร้าอยู่ลึกๆ ของวงดนตรีลูกทุ่ง ไม่ว่าจะเป็นการไต่เต้าของนักร้องนำ หรือความสัมพันธ์แบบฉาบฉวยของนักร้องและหางเครื่อง

บำเรอเคยให้สัมภาษณ์ว่า ใจจริงเขาก็อยากนำชีวิตของคนในวงลูกทุ่งมาสร้างเป็นหนังดราม่าเหมือนกัน แต่เกรงว่าคนจะไม่เชื่อเพราะตัวเองเป็นนักแสดงตลก จึงสะดวกจะทำหนัง (ตลก) แบบนี้ไปก่อน แต่ก็ยังไม่วายใส่ความเป็นดราม่าเข้าไปในตอนท้าย แม้ว่ามันจะไม่กลมกล่อม และไม่รับกับความฮาที่ยัดเยียดมาตลอดทั้งเรื่องเท่าไหร่นักก็ตาม

แต่การทิ้งท้ายให้คนดูได้คิดเอง (บ้าง) แบบนี้ ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีว่า เราน่าจะมีโอกาสได้เห็นอะไรดีๆ และแตกต่างจากผู้กำกับฯคนนี้ในเรื่องหน้าเหมือนกัน (ถ้าไม่โดนนายทุนแบนความคิด เพราะกลัวความแปลกจะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รับไม่ได้ไปเสียก่อนนะ)

ที่มาจากหนังสือพิมพ์