The Good German

Home / วิจารณ์หนัง / The Good German

คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง
โดย ติสตู


ถือเป็นงานทดลองของผู้กำกับฯ “สตีเฟ่น โซเดอร์เบิร์ก” ที่มีลิสต์ผลงานน่าจดจำอย่าง Kafka, Erin Brockovich, Traffic, Solaris และ 3 ภาคของ Ocean”s Eleven Twelve และ Thirteen

The Good German เป็นงานลองทำของแปลกของโซเดอร์เบิร์ก เขาสร้าง The Good German เป็นหนังฟิล์มขาวดำ และยังใช้วิธีการถ่ายทำที่จำลองการทำงานในแนวคนทำหนังยุค 40 ด้วย เขาลองใช้เครื่องไม้เครื่องมือและเทคนิคการถ่ายภาพต่างๆ ในแบบฮอลลีวู้ดสมัยก่อน อาทิ การใช้ไฟแบบชนิดขดลวด การใช้ไมโครโฟนแบบที่ยืนถือแขวนไว้เหนือศีรษะนักแสดง แทนการใช้ไมค์ติดตัว

วิธีย้อนยุคเช่นนี้ เป็นความตั้งใจทั้งให้หนังออกมาเป็นความรู้สึกหนังยุค 40 เพราะกระบวนการถ่ายทำด้วยวิธีย้อนยุคที่ว่า ทำให้บางครั้งภาพขาวดำในเรื่องบางช่วงดูหลอกตา สว่างจ้าเกิน ตัวนักแสดงดูล้นจากฉากไม่กลืนกัน และเสียงการพูดคุยที่ดังค่อยไม่สม่ำเสมอด้วยการใช้ไมโครโฟนลอย…

แม้จะดูเป็นข้อด้อยด้านงานผลิต แต่นี่คือความดิบและย้อนยุคที่โซเดอร์เบิร์กต้องการนำเสนอ

The Good German ดัดแปลงจากนิยายที่ผูกเหตุการณ์จริงที่กรุงเบอร์ลินหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลงไม่นาน สภาพบ้านเรือนตึกอาคารถนนที่รกร้าง เสียหาย ซากปรักหักพังจากการต่อสู้ทำสงครามเสริมส่งกับสภาพจิตใจของตัวละครหลักๆ ในเรื่องที่แต่ละคนก็เสมือนมีซากมีรอยแผลจากอดีต

หลังเยอรมันยุคอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี จบลงจากการแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง เบอร์ลินได้รับความเสียหาย ถูกทำลายจากการทำสงคราม เบอร์ลินถูกแบ่งออกเป็นสองฟากการปกครอง โดยพันธมิตรผู้ชนะสงคราม ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ที่แบ่งเค้กกันดูแล

หนังอิงกับสถานการณ์ของเหตุการณ์ช่วงนี้ให้เห็นการต่อสู้ของตัวละครในการปลดปล่อยตัวเองสู่อิสระ หลายต่อหลายฉากแสดงให้เห็นการถูกกดขี่ การอยู่อย่างยากลำบากหลังภาวะสงคราม การจะข้ามเขตแดนฝั่งปกครอง ทุกอย่างต้องลักลอบและเป็นไปได้ยาก สภาพชีวิตตัวละครทุกตัวมีขีดกั้นวง เป็นการเริ่มต้นหลังภาวะสงคราม Post War ที่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของทุนนิยมใหม่ที่กำลังจะเข้ามา

หนังเล่าเรื่อง “เจค” (จอร์จ คลูนีย์) นักข่าวสายทหารประจำแมกกาซีน The New Replublic ที่เดินทางมาเบอร์ลินหลังสงครามจบลง โดยมีอีกหนึ่งจุดมุ่งหมายคือการตามหา “เลน่า” (เคท บลันท์เช็ต) สาวเบอร์ลินที่เจคเคยจ้างเธอให้เป็นนักข่าวอิสระรายงานข้อมูลวงในให้เขา ขณะที่ตัว “เลน่า” ก็มีความลับที่ปกปิดเกี่ยวกับสามีที่หายสาบสูญไป

The Good German จัดเป็นหนังฟิล์มนัวร์ ที่โซเดอร์เบิร์กต้องการทำให้มีกลิ่นอายหนังฟิล์มนัวร์ยุค 40 และอารมณ์บางช่วงที่เป็นความโรแมนติคก็คล้ายคลึงกับหนังอย่างคาซาบลังก้า แต่ที่สุดแล้วบทหนังที่ยังไม่รัดกุม ทำให้ The Good German ไม่ได้ให้ความรู้สึกลึกลับซ่อนเงื่อนตามสไตล์ฟิล์มนัวร์เท่าที่ควร และออกจะเดาทางเรื่องได้ไม่ยาก แต่ที่น่าสนใจมากกว่าเห็นจะเป็นงานแนวทางทดลองของโซเดอร์เบิร์ก และพลังการแสดงของนักแสดงอย่างเคท บลันท์เช็ต ที่ให้อารมณ์เหมือนนักแสดงในยุคนั้นจริงๆ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์