5 หนังเยี่ยม “บางกอกฟิล์ม”

Home / วิจารณ์หนัง / 5 หนังเยี่ยม “บางกอกฟิล์ม”

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com


หลังจากเดินเข้า-ออกโรงหนังตลอดทั้งสัปดาห์ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ปี 2550 อาทิตย์นี้จึงขอเลือกหนังที่คิดว่าดีหรือน่าประทับใจที่สุดมาเล่าสู่กันฟัง โดยคัดเฉพาะหนังเรื่องหรือ feature film ไม่รวมหนังโปรแกรมพิเศษ ที่ได้ดูระหว่างวันจันทร์ที่ 23 ถึงวันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม

เริ่มกันเลยครับ…

More than Anything in the World (2006) หนังเม็กซิโกที่ปราศจากกลิ่นคุ้นเคยในหนังสัญชาตินี้ กำกับฯโดย อันเดรส ลีออง เบคเกอร์ และฆาเวียร์ โซลาร์ เกี่ยวกับเด็กหญิงตัวน้อยผู้เฝ้ามองความเป็นไปของแม่หลังจากแยกทางกับพ่อ ระหว่างนั้นเธอยังต้องคอยระแวงหวาดกลัวชายชราห้องตรงข้ามเพราะคิดว่าเป็นผีดูดเลือด

ตอนแรกหวั่นใจว่าหนังจะดำเนินตามสูตร ให้เด็กหญิงกับชายชราค่อยๆ รู้จักกัน แต่ผิดคาด…ชายชราแวมไพร์กับตัวละครแม่-ลูกแทบจะไม่ได้เข้ามาข้องแวะกันเลย หนังให้แม่-ลูกคือเรื่องราวหลักโดยมีเรื่องของชายชราเพียงเล็กน้อยเล่าคู่ขนานกันไปเหมือนเป็นฉากหลังที่มีผลกระทบ แต่สุดท้ายแล้วหนังได้บอกให้รู้ว่าเรื่องราวของทั้งคู่ต่างส่องสะท้อนถึงกัน

เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา ความสัมพันธ์ของครอบครัว เสียงความป่วยไข้ เสียงการร่วมรัก เสียงทะเลาะเบาะแว้ง ความรัก การเติบโต ความตาย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในฉากอาคารพักอาศัยที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นวงกลม…ราวกับวงจรชีวิตมนุษย์

 

Getting Home (2007) หนังโรด-มูฟวี่จากจีนโดยผู้กำกับฯ จาง หยาง เกี่ยวกับชายสูงวัยผู้มุ่งมั่นที่จะนำร่างไร้ชีวิตของเพื่อนกลับบ้านตามคำสัญญาที่ให้ไว้ต่อกัน แม้ต้องแบกศพขึ้นหลังเดินเท้าระยะทางไกลสุดกู่ เป็นหนังจีนอีกเรื่องที่กล่าวถึงสังคมจีนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปมากมาย อันเป็นผลกระทบจากการพัฒนาประเทศ-ปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมไปถึงผลจากการสร้างเขื่อนยักษ์ซานเสีย

แม้จะมีเรื่องราวชวนรันทด หนังกลับเต็มไปด้วยฉากเรียกเสียงหัวเราะมากมาย การเดินทางผ่านสถานที่ต่างๆ และพบปะผู้คนหลายประเภทก็คือภาพสะท้อนความเป็นไปของจีนในทุกระดับ ทั้งช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่ถ่างกว้าง สังคมมีเงินเป็นใหญ่จนแล้งไร้น้ำใจ โดยมีตัวละครจิตใจดีที่ทยอยโผล่มาเป็นระยะเป็นภาพเปรียบเทียบ

นอกจากนี้ การเดินทางด้วยความมุ่งมั่นของตัวละครยังมีนัยให้นึกถึง “การเดินทัพทางไกล” (Long March) อันยิ่งใหญ่ของเหมา เจ๋อ ตุงด้วย

ไว้คราวต่อไปจะเขียนถึงเรื่องนี้แบบลงรายละเอียด

 

Beaufort (2007) หนังสงครามจากอิสราเอล กำกับฯโดยโจเฟซ ซีดาร์ เล่าถึงช่วงเวลาสุดท้ายของฐานทัพโบฟอร์ทในเขตเลบานอนที่อิสราเอลใช้เป็นที่มั่นสู้กับเฮซบอลเลาะห์มาตั้งแต่ปี 1982 ก่อนจะสละและทำลายทิ้งในปี 2000 โดยหน่วยทหารซึ่งประจำการอยู่ที่นั่นต้องพยายามผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวด้วยความยากลำบาก

เป็นหนังสงครามที่ไม่มีภาพการสู้รบในสมรภูมิ และไม่มีทหารฝ่ายตรงข้ามให้เห็นสักคน แต่กลับสร้าง “สงครามภายใน” ที่ก่อความกดดัน หดหู่ สิ้นหวัง ได้อย่างยอดเยี่ยม หนังกล่าวโทษถึงการปลูกฝังให้เด็กอิสราเอลไม่กลัวสงคราม จนกระโจนเข้าสู่ความตายคนแล้วคนเล่า

นี่ไม่ใช่เรื่องราวของสงครามในต่างแดนเหมือนในหนังจากสหรัฐหรืออังกฤษ แต่เป็นสงครามที่อยู่ห่างจากบ้านไม่กี่กิโลเมตร ณ สมรภูมิที่เคยก่อความสูญเสียอันน่าภาคภูมิใจมากมาย…แต่ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นความว่างเปล่า

 

Dreams หรือ Ahlaam (2005) หนังที่พูดถึงอิรักยุคสหรัฐโค่นซัดดัมโดยฝีมือคนทำหนังต่างชาติมีให้เห็นมาแล้วหลายเรื่อง แต่ Dreams ต่างออกไปตรงที่เป็นหนังอิรักโดยผู้กำกับฯชาวอิรัก ชื่อ โมฮัมเหม็ด อัล ดาราดจี หลายฉากหลายตอนดูแล้วชวนให้นึกถึง Open City (1945) ของ โรแบร์โต รอสเซลลินี หนังนีโอ-เรียลลิสม์สะท้อนภาพของอิตาลีระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

หนังเริ่มต้นด้วยฉากโรงพยาบาลผู้ป่วยทางจิต 2 วันก่อนซัดดัมหมดอำนาจ จากนั้นย้อนไปที่ปี 1998 เล่าถึงความเป็นไปของ 3 ตัวละคร ก่อนจะมาอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว ช่วงแรกหนังเน้นเล่าเรื่องราวแบบชัดเจน กระทั่งเมื่อเรื่องราวดำเนินมาถึงฉากโรงพยาบาลที่เปิดไว้ในตอนต้นจนถึงฉากสุดท้าย หนังกลับกลายเป็นเรื่องราวกึ่งจริงกึ่งฝัน ขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมกรุงแบกแดดร้างผู้คน บ้านเมืองพังพินาศ ซึ่งถ่ายจากสถานที่จริง สื่อถึงสภาวะ “ไร้การควบคุม” ของทุกฝ่ายบนหายนะของอิรัก

เรียกว่า Open City ฉบับกรุงแบกแดดท่าจะเหมาะ

 

The Edge of Heaven (2007) หนังเยอรมนี-ตุรกี โดยผู้กำกับฯ ฟาติห์ เอคิน เป็นงานลำดับที่ 2 ในไตรภาคของเอคิน ภายใต้คอนเซ็นต์ “ความตาย” ต่อจาก Head-On ที่ว่าด้วย “ความรัก” และเรื่องสุดท้ายที่ยังไม่สร้างจะเกี่ยวกับ “ปีศาจ”

หนังพูดถึงคู่ตัวละครของ 3 ครอบครัว ทั้งที่เป็นชาวเยอรมันและชาวตุรกีซึ่งต่างต้องเผชิญชะตากรรมจากการกระทำของตนเอง โดยทั้ง 3 ครอบครัวจะเข้ามาคล้องจองเกี่ยวพันกันเหนือดินแดนเยอรมนีและตุรกีที่พวกเขาข้ามไป-มาเพื่อค้นหาสายสัมพันธ์ที่ขาดหาย

เยอรมนีและตุรกีคือฉากหลังอันเป็นหัวใจของหนัง แม้จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา สภาพสังคมและการเมือง แต่ 2 ประเทศนี้ต่างเคยเป็นจุดหมายของการอพยพของผู้คนจากอีกประเทศหนึ่ง ชาวตุรกีอพยพไปเยอรมนีตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนชาวเยอรมันอพยพไปตุรกีหลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย ความต่างแต่เกาะเกี่ยวกลมกลืนจึงถูกนำมาใช้เพื่อสื่อถึงสายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและทุกผู้คนที่รู้จักมอบ “หัวใจ” ให้เพื่อนมนุษย์

เป็นหนังที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ ก่อนจบลงด้วยความเต็มอิ่มลึกซึ้ง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์