ตั๊ดสู้ฟุด เพลงยุทธ์ของจาตุรงค์

Home / วิจารณ์หนัง / ตั๊ดสู้ฟุด เพลงยุทธ์ของจาตุรงค์

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


นับจากนี้ไป ยุทธจักรวงการหนังไทย คงต้องกล่าวต้อนรับจอมยุทธ์คนใหม่ที่ชื่อ จาตุรงค์ พลบูรณ์ (มกจ๊ก) ไว้ในทำเนียบแล้วล่ะครับ…เพราะหนังเรื่องล่าสุดของเขา ตั๊ดสู้ฟุด

 เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และแสดงออกถึงชั้นเชิงของการเป็นคนทำหนังมีฝีมือคนหนึ่ง ทำให้นึกย้อนไปถึงครั้งที่หม่ำ จ๊กมก เคยฝากฝีมือไว้ในทำนองเดียวกันจากเรื่อง แหยม ยโสธร

 ความเหมือนของทั้งสองเรื่องคือ การเป็นหนังตลกที่ใช่ ว่าสักแต่ปล่อยมุกเรี่ยราด หากแต่มุกตลกทั้งหมดล้วนยึดโยงเข้ากับเนื้อเรื่อง และไปกันได้กับทุกสถานการณ์ในหนัง แม้บางฉากบางตอนอาจนอกลู่นอกทางไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาพโดยรวมของหนังต้องเสียเอกภาพจากโครงเรื่องหลักไป…

 ตั๊ดสู้ฟุด บอกเล่าเรื่องราวในยุคมาเฟียครองเมือง บนเกาะฮ่องกง ซึ่งแบ่งเป็นสามแก๊ง แยกกันคุมพื้นที่เก็บค่าคุ้มครองตามย่านต่างๆ ประกอบด้วย แก๊งตรอกโรงเจ ของ อาเฟย (จาตุรงค์ มกจ๊ก) แก๊งประตูผี ที่มี เสิ่นปอ (เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง) เป็นหัวหน้า และ แก๊งมังกรทอง ที่บังเอิญ หม่าหย่งให่ (จิ้ม ชวนชื่น) เจ้าพ่อผู้ชรา ที่ดันมาเป็นโรคอัลไซเมอร์ โดยมี อาเต๋า (“บอย เอเอฟ 3” สิทธิชัย ผาบชมภู) ลูกชายคนโตรับหน้าที่ดูแล…ทั้งสามแก๊ง ต่างแก่งแย่งหวังช่วงชิงความเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียว

 และในการต่อสู้ตะลุมบอนครั้งหนึ่ง อาเต๋า เกิดพลาดท่าโดนคู่อริฟันจนแขนขาด พลาดโอกาสขึ้นรับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งแทนพ่อ อาคุน (นุ้ย เชิญยิ้ม) พ่อบ้านจึงต้องออกตามหา อาเทียน น้องชายฝาแฝดของอาเต๋า ที่ถูกแม่แยกเอาไปเลี้ยงดูโดยลำพังตั้งแต่ยังแบเบาะให้กลับมาสืบทอดแก๊งมังกรทอง ก่อนจะพบความจริงอันน่าตกใจว่า อาเทียน เป็น ตุ๊ด ดังนั้น อาคุน จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการให้ อาเทียน ปลอมตัวเป็น อาเต๋า และที่สำคัญเขาต้องหาทางปกปิดความจริงที่แสนอับอายสำหรับแก๊งอันธพาลมังกรทอง ทั้งต่อศัตรูและลูกสมุนถ้าได้รู้ว่าเจ้าพ่อคนใหม่ แท้ที่จริงแล้วมีพฤติกรรมเช่นไร?

 จากพล็อตเรื่องที่มีอยู่น้อยนิด จะเห็นว่าหนังเปิดช่องให้คนทำสามารถแทรกสอดมุกตลกเฮฮาได้ชนิดฉากต่อฉาก แต่สำหรับ จาตุรงค์ มกจ๊ก ที่เหมารวมทั้งหน้าที่เขียนบทและกำกับ กลับทำได้มากกว่านั้น นั่นก็คือการหันมาให้ความสนใจกับรายละเอียดต่างๆ ที่จะช่วยพัฒนาเรื่องราวให้คืบหน้า และน่าติดตาม มากกว่าแค่เอาของเก่ามาหากิน กับการนำมุกดาษๆ ที่เห็นกันจนเอียนตามรายการทีวีทั่วไปมาใส่ในหนัง เหมือนอย่างที่ เท่ง-โหน่ง คนมาหาเฮีย และ หอแต๋วแตกเคยทำ (แต่ทั้งสองเรื่องล้วนประสบความสำเร็จ)

 ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับปูมหลัง และสภาพแวดล้อมของตัวละครหลัก เริ่มจาก อาเทียน ที่แม่พาระหกระเหินออกมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาสามัญ และหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างเชิดสิงโต โดยมีกลุ่มเพื่อนสนิท คือสาวประเภทสองสามนาง ซึ่งแต่ละครั้งที่พวกเธอปรากฏตัว ล้วนเรียกเสียงหัวเราะได้เสมอ รวมทั้งขยายซับพล็อตด้วยการเพิ่มปมขัดแย้งระหว่างตระกูล เมื่อ เพ่ย เพ่ย (“จิ๊บ” ปกฉัตร เทียมชัย) แฟนสาวคนสวยของ อาเต๋า เป็นลูกสาวของ เสิ่นปอ หัวหน้าแก๊งคู่อริ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อ อาเทียน ปลอมตัวมาแทนพี่ชาย เขาต้องปกปิดความเป็นกะเทย มิให้ เพ่ย เพ่ย ล่วงรู้ หรือแม้แต่ความเกี่ยวดองกันของลูกชายอาเฟยและลูกสาวคนโตของ เสิ่นปอ ที่ผู้เป็นพ่อของทั้งสองฝ่ายต่างไม่เต็มใจในฐานะพ่อตา-พ่อสามีแม้แต่น้อย ซึ่งความขัดแย้งเหล่านี้นี่เอง เป็นส่วนหนึ่งของการผูกปมให้หนังเข้าสู่จุดไคลแม็กซ์ ผนวกกับการเดินตามรอยขนบหนังแก๊งสเตอร์ เจ้าพ่อมาเฟียฮ่องกงของ ตั๊ดสู้ฟุด ที่นอกจากพูดถึงแก๊งอันธพาลแล้ว การให้ความสำคัญของตัวละครจำพวกตำรวจกังฉินในตอนท้ายเรื่อง ก็ช่วยให้หนังเดินทางไปสู่จุดคลี่คลายได้อย่างลงตัว

 นอกจากนี้ กลิ่นอายบรรยากาศของเกาะฮ่องกงหรือไม่ก็นครเซี่ยงไฮ้ในยุค 1940-50s ที่หนัง ตั๊ดสู้ฟุด จำลองมานั้น ยังช่วยสร้างความแปลกตาใหม่ๆ ให้เกิดกับหนังไทยขึ้นบ้าง (แม้เอาเข้าจริง ความสนใจของหนังจะไปตกอยู่ที่มุกตลกทั้งหลายแหล่ก็ตาม) แต่การยั่วล้อ หรืออาจเป็นการแสดงความคาราวะต่อแนวทางดั้งเดิมของหนัง ยังช่วยให้เกิดมุกตลกใหม่ๆ อย่างที่ไม่ค่อยมีหนังไทยเรื่องไหนหยิบนำมาใช้ก่อน ตั้งแต่การให้ทีมพากษ์พันธมิตร พากษ์เสียงตัวละครบางตัว อันเป็นที่รู้กันสำหรับคอหนังฮ่องกงช่วงยุค 1980s เป็นต้นมา ว่าเสน่ห์ของหนังฮ่องกงแต่ละเรื่องที่เข้าฉายในบ้านเราช่วงเวลานั้น ส่วนหนึ่งมาจากเสียงพากษ์ ที่มีการต่อเติมบทสนทนา ซึ่งบางครั้งคราว การพากษ์นอกเรื่องไปบ้างก็ทำให้หนังนั้นดูสนุกและผ่อนคลายขึ้น

 แน่นอนว่า ตั๊ดสู้ฟุด ใช้จุดเด่นของทีมพากษ์พันธมิตรมาใส่ไว้ในหนังอย่างได้ผล รวมทั้งลูกเล่นบางอย่าง ที่หนังมาใช้ในการเล่าเรื่องได้ถูกจังหวะเหมาะเหม็ง โดยเฉพาะฉากร้องเพลงของอาเทียนและเหล่าลูกสมุน ซึ่งร้องรับ-ส่งกับพ่อค้าแม่ขายในตลาด ฉากนี้ฉากเดียวที่นอกจากเป็นการแสดงความคาราวะต่อหนังเพลงแบบจีนโบราณของผู้กำกับจาตุรงค์แล้ว ยังทำหน้าที่อธิบายความหลายอย่าง ทั้งการทำให้เรื่องคืบหน้า  เปิดเผยบุคลิกโอบอ้อมอารีของ อาเทียน ที่ไม่เคยปรากฏกับอาเต๋า อันชวนสร้างความสงสัยให้แก่ เพ่ย เพ่ย อีกทั้งยังปูพื้นให้คนดูรู้ว่า แต่เดิมนั้นแก๊งมังกรทองเป็นที่จงเกลียดจงชังของพ่อค้าแม่ค้า ที่ต้องเสียค่าคุ้มครองให้อย่างไม่เป็นธรรม และที่สำคัญมันเป็นฉากที่เรียกเสียงหัวเราะได้ชะงัด พานให้นึกไปถึงฉากเดินทางเข้ากรุงของหม่ำ ใน แหยม ยโสธร ที่ให้เทคนิคซ้อนภาพเข้ากับหนังขาวดำของจริงที่บันทึกบรรยากาศกรุงเทพฯ เมื่อครั้งยังมีรถรางใช้ ทั้งสองฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้กำกับ สำหรับวิธีการนำลูกเล่นง่ายๆ ของภาษาหนัง มาใช้ในการเล่าเรื่องได้อย่างมีชั้นเชิง จนทำให้ฉากธรรมดาๆ ฉากหนึ่งกลายเป็นสิ่งที่น่าจดจำ ส่งผลให้หนังทั้งเรื่องดูมีค่ามากกว่าแค่การร้อยเรียงมุกตลกโปกฮากันไปเป็นทอดๆ

แม้ท้ายที่สุด ตั๊ดสู้ฟุด อาจไม่ได้ให้สาระอะไร แต่ความฉลาดคมคายที่มี ทำให้หนังดูได้เพลินๆ และที่สำคัญไม่ได้ด่าว่ากะเทยให้เสียหาย หรือชี้นำให้ใครเป็นตุ๊ดเป็นแต๋ว อย่างที่หลายคนเป็นห่วงทั้งๆ ที่มีเรื่องอีกมากมายในประเทศนี้ น่าเป็นห่วงกว่าหลายเท่านัก

ที่มาจากหนังสือพิมพ์