The Bourne Ultimatum อะไรในตอนจบ

Home / วิจารณ์หนัง / The Bourne Ultimatum อะไรในตอนจบ

“The Bourne Ultimatum” คือหนังภาคต่อตอนสุดท้ายอีกเรื่องที่หลายคนรอคอย หลังจากที่ 2 ภาคก่อนได้สร้างความประทับใจและเรียกเสียงชื่นชมจากทั่วโลกมาแล้ว โดยภาคนี้ยังมี “พอล กรีนกราสส์” เจ้าเก่ารับหน้าที่กำกับฯอีกเช่นเคย

ในภาคนี้ “เจสัน บอร์น “(แมตต์ เดม่อน)” ชายผู้ถูกลบความจำ เพื่อรับการฝึกเป็นมือสังหารลับ ตามโครงการของเจ้าหน้าที่ทางการ ยังคงจำตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่ได้ทั้งหมด แถมเขายังถูกตามเก็บจากหน่วยงานที่ว่าอีกด้วย บอร์นจะหนีการไล่ล่า และตามหาตัวตนที่แท้จริงอย่างไร? เป็นสิ่งที่หาชมได้จากภาคจบของหนังเรื่องนี้

แต่สิ่งที่อยากจะชวนให้คิดกันก็คือ นอกจากความตื่นเต้นจากเรื่องราวสืบสวนสอบสวนและฉากแอ๊คชั่นสุดมันส์ “The Bourne Ultimatum” ยังบอกอะไรเราอีกบ้าง?

“ประชาชนไม่เคยไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ (ได้เลย)”

มีหนังสืบสวนหลายเรื่อง จากหลายๆ ชาติ ที่มีเนื้อหาทำนองว่าเจ้าหน้าที่รัฐใช้องค์กรลับสั่งปิดบัญชีดำผู้ก่อการร้าย หรือต้องสงสัยว่าเป็นภัยต่อรัฐ โดยไม่ผ่านขั้นตอนกฎหมาย พวกเขาทำได้ทุกวิธี ขอเพียงแค่รักษา “ความมั่นคง” ของชาติได้เท่านั้นพอ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีสาระนั้นเช่นกัน

“ภารกิจของนายจะช่วยชาวอเมริกันทั้งประเทศ” หัวหน้าบอกบอร์นอย่างนั้น ก่อนเขาจะตกลงใจเข้ารับการฝึกเป็นมือสังหาร แต่จริงหรือที่การสั่งฆ่าศัตรูของรัฐ เป็นการทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง? ถ้าใช่ แล้วเจ้าหน้าที่จะสั่งเก็บนักข่าวผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ดันมารู้เรื่องราวของปฏิบัติการลับนี้ทำไม? หรือนักข่าวผู้นั้นไม่ใช่ประชาชน? หรือประชาชนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของรัฐ?

“คุณปล่อยให้มีการฆ่ากันในสถานีรถไฟได้ยังไง”

“คุณไม่อยู่ในสถานการณ์นั้น อย่าพูดเลยดีกว่า”

คำพูดนี้ คือเหตุผล หรือเป็นเพียงแค่ข้ออ้างในการฆ่าคนของเจ้าหน้าที่รัฐกันแน่?

“รู้ไหมว่าเราฆ่ากันทำไม?”

เริ่มแรก บอร์นถูกฝึกให้ฆ่าคนที่เป็นศัตรูของรัฐ และเขาก็ทำตามคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด แต่ต่อมาเขาก็เริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองทำถูกต้องหรือไม่ เพราะในที่สุด ดูเหมือนว่าเขาเองก็เป็นคนที่รัฐต้องการสังหารเช่นกัน

“ทำไมนายไม่ยิงฉัน?” เหยื่อรอดสังหารถามบอร์น

“แล้วนายรู้ไหมว่าเราฆ่ากันทำไม?” เขาถามกลับแทนคำตอบ

เหยื่อผู้นั้นไม่ตอบ เช่นเดียวกับที่เจ้าหน้าที่รัฐ และพลเมืองของโลกอีกหลายคนไม่ยอมตอบ หากมุ่งแต่จะประหัตประหารกันท่าเดียว

“อัจฉริยะไม่ได้เป็นแค่ชั่วข้ามคืน”

“ดูเรื่องนี้แล้วเหมือนเรากลายเป็นคนโง่ไปเลย” ผู้ชมคนหนึ่งเปรยขึ้นหลังชมภาพยนตร์ ซึ่งไม่แปลกที่ใครจะคิดอย่างนั้น เพราะ “เจสัน บอร์น” พระเอกของเราทั้งเฉลียวฉลาด และมีไหวพริบเกินมนุษย์ธรรมดา แถมเรื่องบู๊ก็ยังไม่แพ้ใคร

หลายคนดูแล้วรู้สึกว่าตัวเองโง่ บ้างก็ชื่นชมจับจิตในความฉลาดของพระเอกเรื่องนี้ แล้วต่างคนก็ต่างกลับบ้านไปนอนหลับสบาย แต่จะมีสักกี่คนที่ลองกลับไปทบทวนว่า ทำไมบอร์นจึงเก่งสมบูรณ์แบบได้ถึงเพียงนี้?

เขาไม่ได้เหาะได้เหมือนซุปเปอร์แมน ไม่ได้แปลงร่างได้เหมือนไอ้แมงมุม หรือมีเครื่องมือไฮเทคพิสดารเหมือนเจมส์ บอนด์ แต่มองให้ดีจะรู้ว่าชายผู้นี้แค่มีสติ และเคี่ยวกรำฝึกฝนตัวเองมาเป็นอย่างดีเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้เราก็น่าจะทำได้หากพยายามมากพอ ดูกันง่ายๆ แค่วิธีถอดรหัสตัวเลขที่เขาใช้กันในหนังที่เคยมองกันว่าโอเวอร์ แต่ก็มีคนทำได้มานักต่อนักแล้วในรายการโทรทัศน์บ้านเราไม่ใช่หรือ?

“บอร์นจึงไม่ใช่แค่หนังเพ้อฝันเกินจริงเหมือนหนังสายลับ-แอ๊คชั่นเรื่องอื่นๆ แต่ทุกอย่างล้วนเป็นเหตุเป็นผล จนน่าเก็บมาคิดทบทวนด้วยประการฉะนี้”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์