The Bourne Ultimatum บทจบที่การเริ่มต้น

Home / วิจารณ์หนัง / The Bourne Ultimatum บทจบที่การเริ่มต้น

Film
นางสาวรื่นรมย์


ตอนเริ่มแรกที่นิยายสายลับความจำเสื่อม เขียนโดย โรเบิร์ต ลัดลัม ถูกดัดแปลงเป็นหนังจอเงิน และให้ แม็ตต์ เดม่อน มาเป็นพระเอกในหนังแนวแอ็คชั่นดราม่าผสมจิตวิทยานิดหน่อย คนสร้างอาจไม่ได้คาดหวังว่าหนังจะฮิตขนาดนี้ แต่เมื่อเดม่อน ที่แจ้งเกิดจากหนังดราม่าฟอร์มเล็กเน้นตัวละครมาก่อน สามารถทำให้คอหนังแอ็คชั่นแนวจารชนคนเก่งยอมรับได้ วัดจากรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศ ตัวละครสายลับที่ชื่อ เจสัน บอร์น ก็มีชีวิตโลดแล่นไล่หลัง อีธาน ฮันต์ (แห่ง Mission Impossible) และ เจมส์ บอนด์ ทันที

แต่การฉีกแนว (เล็กน้อย) จากสายลับทรงเสน่ห์ ฉลาดเป็นกรดทั้งหลาย เจสัน บอร์น มาพร้อมกับปมลึกในใจ หลังจากที่เขาสูญเสียความทรงจำ และอาจจะถูกลบชื่อทิ้ง ให้กลายเป็นบุคคลสาบสูญได้ทุกเวลา ทว่าความสามารถของเขายังมีผู้ยืนยันและต้องการใช้งานเขาอยู่ เจสัน บอร์นจึงเริ่มต้นภารกิจปราบจารชนที่ได้รับมอบหมาย ไปพร้อมๆ กับการพยายามค้นหา ‘ตัวตน’ ของเขาเอง

ในภาคแรก The Bourne Identity (2002) เริ่มต้นเรื่องราวสายลับความจำเสื่อม ตัวละครที่ตื่นมาโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีอดีตอย่างไรและเป็นคนสัญชาติไหนกันแน่ และภาคสอง The Bourne Supremacy สาธิตความเก่งกาจของสายลับที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นใครกันแน่ เมื่อถึงบทสุดท้ายของไตรภาค The Bourne Ultimatum ทั้งบอร์นและผู้ชมจะได้คลี่คลายปริศนานั้นพร้อมๆ กัน

เสน่ห์หนังแอ็คชั่นสายลับ ที่ แม็ตต์ เดม่อน สามารถสร้างชื่อและก้าวขึ้นมาเป็นดาราเกรดเอของฮอลลีวู้ดได้ ไม่ใช่แค่ตัวตนของพระเอกฮีโร่ ที่ทำให้คนทั้งลุ้นและชื่นชอบตัวละครเท่านั้น แต่ต้องมีความสนุกในช่วงฉากต่อสู้ด้วย

หนัง Bourne เลือกใช้โลเคชันในยุโรปเป็นหลัก และหลายฉาก อาทิเช่น การขับรถไล่ล่า ตามซอกตึกที่คับแคบ ก็กลายเป็นความสนุกสนานเร้าใจไปอีกแบบ ต่างจากการไล่ล่าบนถนนไฮเวย์อันกว้างใหญ่ในอเมริกาที่คนดูคุ้นตา

The Bourne Ultimatum กำกับโดย พอล กรีนแกรสส์ คนเดิมจากภาคที่แล้ว เนื้อเรื่องก็ต่อจากเดิมและจะวนไปยังจุดเริ่มต้น คลี่คลายปมจากภาคแรกว่า เจสัน บอร์น เป็นใครมาจากไหนและกลายมาเป็นสายลับชื่อนี้ได้อย่างไร การตามล่าเพื่อล้างแค้นแทนคนรักของบอร์น ที่ถูกสังหารโหด และตามหาตัวเองของบอร์น ขยายพรมแดนออกไปอีกหลายพื้นที่ ตั้งแต่มอสโก, ปารีส มาดริด ลอนดอน และนิวยอร์ก

ในภาคนี้บอร์นทั้งตามล่าและหนีการไล่ล่าขององค์กรลับที่พยายามสร้างมือสังหารสมบูรณ์แบบ โดยไม่หลงเหลือจิตใจมนุษย์ไว้ และบอร์นถือเป็นชิ้นส่วนที่พวกเขาต้องการกำจัด พระเอกของเราจึงต้องตามหาตัวต้นเหตุและชิงลงมือก่อน การชิงไหวพริบและตามหาผู้ร้ายหมายเลขหนึ่ง

นอกจากโลเคชันแปลกตาหลายเมืองแล้ว พอล กรีนแกรสส์ ยังใช้วิธีการถ่ายภาพแบบแบกกล้องตามนักแสดง เหมือนงานสารคดีกล้องไล่บันทึกภาพสิ่งที่เกิดขึ้น มีผลต่อความรู้สึกเกี่ยวพันในเหตุการณ์ ระหว่างผู้ชมกับตัวละครไม่น้อยทีเดียว ขณะที่การตัดต่อฉับไวอาจจะเป็นการกระตุ้นผู้ชมมากไปอยู่สักหน่อย

แต่การที่แม็ตต์ เดม่อน แสดงเป็นสายลับเสน่ห์ด้าน กลับกลายเป็นข้อดีให้ตัวละครนี้น่าสงสาร และชวนคนดูลุ้นไปกับเขาได้

ที่มา เสาร์สวัสดี