สิ่งที่ปรุงให้”Rush Hour 3″อร่อย (กว่าที่คิด)

Home / วิจารณ์หนัง / สิ่งที่ปรุงให้”Rush Hour 3″อร่อย (กว่าที่คิด)

เฉินหลง นักแสดงระดับโลกชาวฮ่องกงวัย 53 ปี ได้เปรยๆ ไว้ว่า เขาชักอยากจะเกษียณจากวงการภาพยนตร์ไปทำอย่างอื่นบ้างแล้ว หลังจากที่เล่นหนังมาร่วมร้อยเรื่อง (แน่นอนว่าเกินครึ่งเป็นหนังแอ๊คชั่น) ในระยะเวลา 36 ปี

ถูกแล้ว เราได้ดูหนังตระกูล “ฟัด” ของเขามานานถึงเพียงนั้นเลย คำถามคือ ผู้ชมเบื่อนักแสดงคนนี้กันบ้างไหม? ซึ่งคำตอบอาจเป็นว่าแม้หนังที่มีเฉินหลงแสดงนำจะทำเงินติดอันดับบ๊อกซ์ ออฟฟิศอยู่บ่อยๆ แต่ก็น่าจะมีบ้าง สำหรับคนที่ชักเอือมๆ หน้าดาราผู้นี้ โดยเฉพาะฝรั่ง ที่เคยแตกตื่นกับลีลากังฟูของเขาอยู่พักหนึ่ง แต่พอเห็นบ่อยๆ เข้าอะไรๆ ก็คงไม่น่าตื่นตาตื่นใจเหมือนแต่ก่อน ซึ่งก็อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ที่พอดาวรุ่งจากอย่าง จา-พนม ยีรัมย์ นำลีลาต่อสู้แบบไทยๆ ไปอวด ชาวตะวันตกจึงได้นิยมชมชอบความแปลกตานี้กันนัก

สำหรับคนที่มองว่าเฉินหลงชักจะไม่แปลกใหม่หรือน่าสนใจอีกต่อไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะไปดูหนังเรื่องล่าสุดที่เขาแสดงนำอย่าง Rush Hour 3?

คำตอบ (ที่เราค้นพบ) อยู่ในบรรทัดข้างล่างนี้แล้ว

อย่างแรกที่อยากพูดถึง คือนักแสดงที่มารับบทคู่หูอย่าง คริส ทักเกอร์ ซึ่งเล่นหนังเรื่องนี้มากับเฉินหลงตั้งแต่ภาคแรก ความทะเล้นเฮฮาของพ่อหนุ่มผิวหมึกคนนี้ ช่วยสร้างสีสันให้แก่เรื่องได้อย่างมาก จนเรานึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าขาดเขาไป ชะตากรรมของหนังเรื่องนี้จะเป็นเช่นไรหนอ?

นอกจากคู่หู สิ่งที่ช่วยเข้ามาชูรสหนังเรื่องนี้ได้ไม่แพ้กัน หรือออกจะมากกว่าด้วยซ้ำก็คือ มหานครปารีส ที่หมู่นี้มีคนมารุมรักรุมถ่ายหนังกันเยอะเหลือเกิน อย่างที่เพิ่งเข้าฉายในบ้านเราก็มีรวมหนังสั้นของผู้กำกับฯอย่าง Paris Je t”aim” และแอนิเมชั่นที่กวาดคำชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกอย่าง Ratatouille

ในเมื่อมาทีหลัง “Rush Hour 3” จึงน่าจะถูกจับตาบ้างไม่มากก็น้อย ว่าจะมานำเสนอแง่มุมไหนในกรุงปารีส ให้คนดูรู้สึกตื่นตาหรือหลงรักไม่แพ้หนังเรื่องที่มาก่อนหน้า

คำตอบก็คือ การออกแบบฉากบู๊บนแลนด์มาร์กของปารีส (และฝรั่งเศส) อย่าง “หอไอเฟล” อย่างไรล่ะ เพราะถ้าลองดูในฉากแรกๆ ที่เฉินหลง หรือคริสออกลีลาแอ๊คชั่น ก็จะเห็นว่ามันช่างน่าเบื่อและซ้ำซากเหมือนหนังเรื่องที่ผ่านๆ มาอะไรเช่นนี้ แต่พอ 2 คู่หูหอบหิ้วกันมาหนีการไล่ล่าของศัตรูที่หอไอเฟล ความตื่นเต้นหวาดเสียวก็บังเกิดแก่ผู้ชมทันที พร้อมๆ กับทึ่งอยู่หน่อยๆ ว่าคิดได้ไงนี่ ที่ไปไล่ฆ่ากันบนหอสูงๆ อย่างนั้น ที่สำคัญคือ คนดูจะบังเกิดความชื่นชมต่อความใจกว้างของรัฐบาลฝรั่งเศสอยู่ไม่น้อย ที่ยอมให้สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญนี้ มีภาพลักษณ์ของการให้คนตกลงมาตาย แถมยังยอมให้ทำติงต๊องอะไรก็ได้กับธงชาติของตัวเองอีก

นอกจากนี้ การใช้ ปารีส หรือ ฝรั่งเศสเป็นฉาก ยังมีข้อดีอีกอย่างก็คือ ทำให้หนังสามารถยืมปากคนชาติอื่นมาจิกกัดประเทศตัวเองได้ด้วย ซึ่งตัวละครสำคัญที่มารับหน้าที่นี้ก็คือ โชเฟอร์แท็กซี่ชาวฝรั่งเศส ที่ออกปากด่าอเมริกันชนตั้งแต่ตอนเริ่มปรากฏตัว แต่ที่แสบกว่าคือตอนหลังๆ ที่เจ้าตัวทำท่าว่าจะหันมาชื่นชมความเป็นอเมริกัน (ด้วยใจจริง) แต่ก็ดันหลุดปากสรรเสริญออกมาว่า

“น่าเสียดายจริง ที่ผมจะไม่มีโอกาสได้รู้ว่าการเป็นอเมริกันมันดีอย่างไร” และ

“น่าเสียดายจริง ที่ผมจะไม่มีโอกาสได้รู้ว่าการได้ฆ่าคนโดยไม่มีเหตุผลมันดีอย่างไร”

และคำชื่นชม (?) ที่เขามีต่ออเมริกันดังนี้เอง ที่ทำให้ Rush Hour 3 กลายเป็นหนังที่อร่อยลิ้นและมีคุณค่าทางโภชนาการอีกเรื่องหนึ่ง เพราะนอกจากหนังจะทำให้คนดูหัวเราะ และตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้ว มันก็ยังทำให้เราและเขา (ผู้เป็นเจ้าของประเทศ) ได้ตะหนักถึงความจริงบางข้ออีกด้วย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์