คู่แรด มหกรรมหม่ำโชว์

Home / วิจารณ์หนัง / คู่แรด มหกรรมหม่ำโชว์

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม
khunpeejo@hotmail.com


ในความเป็นนักแสดงตลกที่ประสบความสำเร็จกับการทำงานแทบทุกชิ้นไม่ว่าจะหยิบจับหรือเลือกเฟ้นงานประเภทใดขึ้นมา นับแต่เล่นตลกคาเฟ่เมื่อกว่า 20 ปีก่อน

ข้ามมาหากินในแวดวงทีวี ทั้งเล่นละคร, ผู้ช่วยพิธีกรในรายการเกมโชว์-วาไรตี้ และไต่เต้ามาเป็นพิธีกรจนโด่งดังถึงขั้นเป็นเถ้าแก่ผลิตรายการของตัวเอง พอข้ามห้วยมาเล่นหนัง เกือบทุกเรื่องที่มีเขาร่วมแสดงล้วนทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

ครั้นก้าวมาเป็นผู้กำกับ หนังของเขาทั้งสามเรื่องต่างก็ทำรายได้แตะร้อยล้าน แค่นี้คงเพียงพอแล้วสำหรับสรรพคุณของ หม่ำ จ๊กมก ที่ณ วินาทีนี้เขาจะกลายเป็นตลกเงินล้าน หรือตลกที่สามารถทำเงินได้หลายสิบล้านของวงการบันเทิงไทย ที่หาใครเทียบได้ยาก


ในความเป็นมืออาชีพของหม่ำ ไม่เพียงแต่หนังที่เขากำกับ แม้แต่ฐานะนักแสดงในหนังของผู้กำกับคนอื่น หม่ำ ยังคงรักษามาตรฐานการทำงานของตัวเองในระดับที่เรียกว่าทุ่มเท เกือบทุกสรรพางค์กายใช้ศาสตร์และศิลป์ในทุกๆ อณูของการแสดง เราเคยได้เห็น หมาลูกบักเขียบ มือสังหารผู้มีปมผิดบาปในใจต่อเพื่อนร่วมอาชีพในมือปืนโลก/พระ/จัน(2544) หรือสมบัติ ดีพร้อม คนขับแท็กซี่พูดน้อยเจียมเนื้อเจียมตัว ล่องลอยอยู่ในโลกของละครวิทยุเอเอ็มเป็นเพื่อนประโลมใจใน เฉิ่ม(2548) ก็ล้วนแต่เป็นบรรทัดฐานชั้นยอดในการพิสูจน์ให้เห็นความสามารถของนักแสดงชายคนนี้ที่มีอะไรในตัวมากกว่าแค่ความเป็น ตลก และแน่นอนว่าหากมีบทตลกๆ ที่เข้าทางเขาล่ะก็ หม่ำ เป็นอันได้ใส่สีขยำขยี้บทบาทการแสดงเหล่านั้น จนแตกกระจุยกระจายได้ไม่ยาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากกรณีนี้ก็คือหนัง คู่แรด นั่นเอง

บทกะเทยลิลลี่ของหม่ำในคู่แรด คือวัตถุชั้นดีในการนำพาให้หนังดูสนุก ชนิดที่บางฉากบางตอนถึงขั้นเรียกเสียงฮาได้แบบเอาตายกันเลยทีเดียวแม้อันที่จริงมันก็แค่หนังตลกกะโหลกกะลาไร้สาระเรื่องหนึ่ง ที่หยิบจับแก่นสารอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย เป็นเพียงการเรียงร้อยมุกตลกต่อๆ กันไป โดยมีปมเล็กๆตอนต้นเรื่อง นำพาตัวละครเข้าสู่สถานการณ์ไล่ล่า อันเกิดจากการที่ แองจี้ (“ลิง” สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) เพื่อนกะเทยของลิลลี่ถูกฆาตกรโรคจิตฆ่าตายอย่างทารุณ ขณะประกอบกามกิจในบ้านพักที่ทั้งสองเช่าอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ ลิลลี่ ก็เพิ่งเสร็จสมอารมณ์หมายกับหนุ่มคู่ขากลับมาถึงบ้านพอดีการฆาตกรรมครั้งนี้จึงอยู่ในสายตาของเธอ โดยไม่ตั้งใจ และที่สำคัญฆาตกรโหดก็ออกไล่ล่าหวังฆ่าปิดปาก แต่ ลิลลี่ ก็หนีรอดมาได้หวุดหวิด

คดีฆาตกรต่อเนื่องออกไล่ล่าฆ่ากะเทยตกเป็นข่าวครึกโครมเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องส่ง เซกิ (เซกิโอเซกิ) นายตำรวจมือปราบชาวญี่ปุ่น มารับหน้าที่คุ้มกัน ลิลลี่ พยานเพียงคนเดียวที่เห็นหน้าฆาตกรร้ายรายนี้เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกตามฆ่า…เรื่องราวหลังจากนี้ไปของ คู่แรด คือตำรวจไล่จับผู้ร้าย ผู้ร้ายไล่ฆ่าตำรวจ และกะเทยฉวยโอกาสลวนลามหนุ่มหล่อ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งเรื่อง จบฉากตำรวจฆ่าโจร ก็ต่อด้วยฉากกะเทย ลิลลี่ ใช้มารยายั่วยวนตำรวจเซกิ ครั้นพอกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม โจรก็โผล่ออกมาไล่ยิงตำรวจหนุ่มกับกะเทยล่ำ เหตุการณ์ในหนังดำเนินเช่นนี้ไปจนจบ และแม้ทุกอย่างในคู่แรดจะเกิดขึ้นบนพล็อตอันเบาหวิวแต่สิ่งเดียวที่ทำให้หนังดูสนุกอย่างออกรสชาติ คือการแสดงของ หม่ำ จ๊กมก ที่ไม่ใช่เป็นแค่กะเทยหัวโปกไร้นมอารมณ์หญิง ที่เมื่อเกิดโทสะจริต เป็นต้องโทรศัพท์ไปอาละวาดกับอิออนทวงเงินกู้เพื่อทำนม หากแต่ ลิลลี่ ของเขายังเต็มไปด้วยมุกตอดเล็กตอดน้อยจากการแสดงที่เรียกว่า Improvisation หรือการด้นสด ทั้งคำพูด และอากัปกิริยา ของตัวละครเพื่อให้การแสดงลื่นไหลไปกับสถานการณ์ตามท้องเรื่องนอกเหนือจากที่บทหนังกำหนดมา ซึ่งแน่นอนว่า คู่แรด อยู่ในแนวทางของหนังตลกสถานการณ์ (Comedy of Situation) ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพล็อตหรือโครงเรื่องหลักมากไปกว่าการพยายามเค้นให้แต่ละฉาก เรียกเสียงหัวเราะออกมาได้มากที่สุด และก็แน่นอนอีกว่า หม่ำ นั้นทำได้ และก็ทำได้ดีเอามากๆ กับวิธีการแสดงแบบนี้ เห็นได้ชัดกับหนังอย่าง แหยมยโสธร พยัคฆ์ร้ายส่ายหน้า(2548)

อาจกล่าวได้ว่าหาก คู่แรด ไม่มี หม่ำ หนังเรื่องนี้ก็แทบจะไม่เหลืออะไรให้พูดถึงอีกเลยซ้ำร้ายตัวละครสมทบคนอื่นๆ กลับทำให้หนังขาดจังหวะและชีวิตชีวาอย่างที่มันควรจะเป็น ทั้งนายตำรวจ เซกิ หมวดแพท (บุศรินทร์หยกพรายพันธ์) หรือ หมวดหิน (ทองขาวภัทรโชคชัย) ซึ่งเมื่อถึงคราวที่หนังหาทางไปต่อไม่ได้ ก็เล่นเฉลยตัวผู้ร้ายออกมาโต้งๆ ให้รู้กันง่ายๆ เพื่อจะได้มีมุกตลกให้เล่นต่อลมหายไปอีกเฮือก หรือแม้แต่เพิ่มตัวละครเข้ามาโดยไม่มีความเกี่ยวพันใดใดกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ที่สำคัญมันกลับได้ผล ดังนั้นอีกหนึ่งสีสันที่สร้างความสนุกสนานให้กับหนัง คือตัวละครรับเชิญประเภทออกมา 2-3 ฉากแล้วจากไป เช่น แก๊งกะเทย ชาตรีแองเจิ้ลส์ ที่ประกอบด้วย ป้าแจ๋ว ยุทธนา ล.พันธุ์ไพบูลย์, ม้า อรนภากฤษฎี และ โหน่ง วสันต์ อุตมะโยธิน หรือ กะเทยรุ่นใหญ่อย่าง เจ๊ตือ (เกริก ชิลเลอร์) และเลขาฯ หอย (มอริส เค) ซึ่งแต่ละคนต่างปรากฏตัวมาพร้อมด้วยมุกตลกแพรวพราว ชนิดไม่มีใครยอมใคร

ปีนี้หนังไทยน่าจะถึงยุคของหนังกะเทยครองเมืองอย่างเต็มตัวเสียที นับจากความสำเร็จของ หอแต๋วแตก ที่ประเดิมรายได้ไป 50 ล้านบาท ตามด้วยหนังกะเทยที่ไม่ตลกแต่ชวนประทับใจอย่าง Me Myself ขอให้รักจงเจริญ ที่เก็บไปร่วม 30 ล้าน จนมาถึงเจ้าพ่อกะเทยเรื่อง ตั๊ดสู้ฟุด ที่กวาดไปถึง 70 ล้าน และ คู่แรด ที่ดูแล้ว รายได้ไม่น่าจะต่ำกว่า 50 ล้านบาท

เพียงแค่นี้คงพอจะบ่งบอกถึงอนาคตหนังไทยได้ว่านับจากนี้ไปเราคงต้องทนดูหนังตลกกะเทยไปอีกนานแค่ไหน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์