ไชยา ความแอ๊คชั่นในอารมณ์

Home / วิจารณ์หนัง / ไชยา ความแอ๊คชั่นในอารมณ์

ใครเดินผ่านโปสเตอร์ หรือสแตนด์ของหนังเรื่อง “ไชยา” อาจจะคิดว่านี่เป็นหนังแอ๊คชั่นเลือดเดือดปุดๆ ชายหนุ่มเนื้อตัวมันเลื่อมสองคนไล่ทุบกันจนเลือดอาบ โชว์การออกท่าทางอาวุธสวยๆ แบบหนังอย่างองค์บาก หรือต้มยำกุ้ง ถ้าใครเห็นเท่านี้แล้วคิดอย่างนั้นแล้วผิดถนัดเลยทีเดียว และอาจจะพาลพลาดหนังไทยดีๆ เรื่องหนึ่งไปเลยก็ได้

ไชยา เป็นเรื่องของเด็กปักษ์ใต้ 3 คน เปี๊ยก (กอล์ฟ อัครา อมาตยกุล) เผ่า (ธวัชชัย เพ็ญภักดี) และ สะหม้อ (สนทยา ชิตมณี) กับความฝันที่จะมาเป็นนักมวยไทยในเวทีราชดำเนิน ตามอย่างแกร่งศึก(เต้ ไชยา) ยอดมวยรุ่นพี่จากค่ายเดียวกันที่เคยไปมาแล้ว อีกทางก็ต้องแบกศักดิ์ศรีในฐานะผู้สืบทอดมวยไชยาของครูทิว (สามารถ พยัคฆ์อรุณ) ในขณะเดียวกันก็ต้องผจญกับเสือสิงห์กระทิงแรดในวงการมวยไทยในเมืองหลวง

ในขณะที่เด็กๆ ทั้ง 3 ตั้งความหวังกับเรื่องต่างๆ ในอุดมคติอย่างฝึกมวยให้เก่งแล้วเป็นแชมป์มีชีวิตที่ดี แต่กลับต้องเจอกับความเป็นจริง ของวงการมวยไทยที่ผลแพ้ชนะ ขึ้นอยู่กับการพนันหรือราคาต่อรอง หรือการล้มมวย

ไชยานั้นเป็นฝีมือการกำกับฯของ ก้องเกียรติ์ โขมศิริ ผู้กำกับฯที่มีผลงานสร้างชื่อมาจากภาพยนตร์เรื่อง “ลองของ” นอกจากนี้ยังมีเครดิตเขียนบทอย่างเรื่อง “เปนชู้กับผี” และภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ มากมาย

สิ่งหนึ่งที่หนังทำได้ดีมากก็คือฉากชีวิตวัยเด็กในภาคใต้ของตัวละครทั้ง 3 คน ที่อาจจะเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้รู้สึกถึงความเป็นปักษ์ใต้ชัดขนาดนี้ อย่างบรรยากาศค่ายมวยริมทะเลของครูทิวหรือฉากตลาดตอนเช้า ฉากพรอดรักในสวนยาง ฉากชกมวยคาดเชือกหน้าโบสถ์ ภาพทั้งหมดขัดแย้งฉากในเมืองหลวงที่เป็นความฝันของทั้ง 3 คน อย่างสนามมวยราชดำเนินที่เต็มไปด้วยคราบไคล แฟลตซอมซ่อของเปี๊ยก หรือ สนามมวยใต้ดิน นอกจากนี้ยังมีฉากสีทึมๆ ของคาเฟ่ยามค่ำคืน

อย่างไรก็ตาม ก้องเกียรติ์ออกจะดูร้อนวิชาไปอยู่บ้างในบางจังหวะ หนังเดินเรื่องเร็ววุ่นวาย ตัดต่อรวดเร็วเหลือเกินจนช่วงต้นของหนังนั้น อาจจะทำให้คนดูรู้สึกหลงทางจับต้นชนปลายไม่ถูกไปบ้าง เพราะบางช็อตยังไม่ทันดูรู้เรื่องก็ตัดไปเสียแล้ว และหลายๆ ครั้งก็ไม่ใช่ความพยายามจะเล่าเรื่อง แต่เป็นการพยายามจะเล่นกับสไตล์ของหนัง ยังดีที่ยังหาทางปูกลับมาได้

แม้ว่าตัวหนังอาจจะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในการเล่าเรื่องที่สะดุดไปบ้าง แต่พอถึงเวลาที่จะจับคนดูมาบีบนั้น ก้องเกียรติ์จับได้อยู่มือแล้วเค้นเอาคนดูตายได้คามือเลยทีเดียว

ถ้าจะให้เปรียบเทียบไชยานั้นก็เป็นหนังในแนวเดียวกับหนังอย่าง Rocky, Raging Bull หรือ Cinderella Man ไม่ใช่หนังแอ๊คชั่นแนวอิทธิปาฏิหาริย์พระเอกเก่งมากๆ มวยเป็นเพียงส่วนประกอบมีบทบาทเป็นพระรองหรือผงชูรสเคลือบอยู่บนดราม่าหนักๆ สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับหนังเรื่องนี้คือชีวิตคนในหนัง ที่เบื้องหน้าคือการต่อสู้แต่บนบ่าก็แบกรับความรัก ความฝัน และภาระอะไรต่อมิอะไรมากมาย ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของคนต่อยกันเท่านั้น และผู้ชนะจริงๆ ก็ไม่ใช่คนที่เก่งกว่าหรือแข็งแรงกว่าแต่เป็นคนที่แบกภาระอยู่บนบ่ามากกว่า

และที่สำคัญก็คือ ผู้หญิงในหนังอย่าง ศรีไพร (กิเนีย-ภริตา คงเพชร) ที่หนังให้เห็นภาพของเธอตั้งแต่เป็นเด็กสาวสดใส จนกลายเป็นเมียนักมวยที่ทุกข์ระทม หรือ หวาน (แสงทอง เกตอู่ทอง) สาวอะโกโก้กร้านโลก แต่ก็มีมุมที่ใสบริสุทธิ์แบบเด็กๆ ที่เธอแสดงออกเป็นครั้งคราวและยังเป็นตัวแทนของของความฝันด้านๆ เพราะมาเจอกับความเป็นจริงในกรุงเทพฯเหมือนกัน ทั้งสองไม่ใช่เป็นเพียงตัวละครที่มักจะมาในฐานะรางวัล หรือเป็นผู้หญิงหุ่นดินระเบิดธรรมดาๆ ตามหนังแอ๊คชั่นดาดๆ ทั่วไป

แต่แม้จะยกย่องความเป็นดราม่ามากขนาดนี้ แต่หนังก็ไม่ถึงกับทิ้งด้านแอ๊คชั่นไปเสียเลย โดยคนที่รับบทด้านบู้หนักที่สุดคงไม่เกิน เต้ ไชยา ซึ่งเป็นคนที่ฝึกมวยไทยโบราณมาจริงๆ และกอล์ฟ ซึ่งโชว์ในส่วนของการชกมวยใต้ดินและยังต้องมาเจอฉากสุดท้ายที่ต้องสู้แบบ 1 ต่อ 40 ซึ่งโชว์ลีลาและแม่ไม้มวยไทยได้สวยงามพอสมควร

และสำหรับแฟนๆ ขาโหดฉากชกมวย ต่อสู้ชนิดเลือดสาดกระจายยังมีให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเรื่องบางฉากนั้นก็น่ากลัวพอสมควรอย่างฉากภายหลังการชกที่แสดงให้เห็นถึงความบอบช้ำของนักมวย ที่เข้าส้วมก็ยังลำบาก

โดยปกติหนังแอ๊คชั่นมักจะเป็นหนังที่ไม่ถูกใจบรรดาคนดูผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย แต่ไชยาน่าจะเป็นเรื่องที่กลับกันเพราะผู้หญิงที่เข้าไปดู ในรอบสื่อมวลชนหลายคนออกมาพร้อมกับความประทับใจอย่างมาก

ถ้าใครขวนขวายหาหนังแอ๊คชั่นที่ได้ทั้งแอ๊คชั่น และเนื้อเรื่องดราม่าลงตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากในโรงหนังปัจจุบัน ไชยาคือหนังที่ครบเครื่องแบบนั้น

ที่มาจากหนังสือพิมพ์