ไชยา เลือด,รัก,นักเลง,นักมวย

Home / วิจารณ์หนัง / ไชยา เลือด,รัก,นักเลง,นักมวย

Film
นางสาวรื่นรมย์


‘ไชยา’ หนังไทยฟอร์มใหญ่เรื่องล่าสุดจากค่ายไฟว์สตาร์ งานกำกับของ ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับ ‘ลองของ’ ที่เล่าเรื่องราวเด็กหนุ่มเมืองใต้สามคน ผู้เติบโตมาในค่ายมวยไชยา ศิลปะมวยไทยสายหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เด่นชัด และชีวิตพวกเขาได้ผจญภัยทั้งรัก เลือด และการต่อสู้ดิ้นรนในวงจรนักมวย-นักเลง ซึ่งมีเหตุเกิดมากมายช่วงพ.ศ.2520-2525

หนังไม่ได้จริงจังกับการบันทึกประวัติศาสตร์ แต่เน้นเรื่องราวที่สะท้อนภาวะช่วงหนึ่งที่มีทั้งความดีและเลวในวงการนี้ โดยหน้าตาภายนอกเป็นหนังย้อนยุค แสดงผ่านเสื้อผ้าและทรงผมตัวละคร บ่งบอกการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยตั้งแต่กางเกงขาบานจนถึงยุคดิสโก้หัวฟู

สโลแกน ‘ภาพยนตร์แอ็คชั่น..สู้ 360 องศา’ ดูเหมือนจะเป็นตัวกำหนดภาพรวมของหนังด้วย โดยเฉพาะช่วงฉากการต่อสู้ คิวบู๊ทั้งบนเวทีมวยราชดำเนิน ที่ภาพและเสียงเบิกตาให้ความรู้สึกตื่นตะลึง ขาดเพียงกลิ่นเหงื่อและลมหายใจที่มันออกมาจากจอหนังไม่ได้ แต่หลังจากดูหนังเรื่องนี้ อาจจะมีหลายคนรู้สึกอยากจะแวะไปชมสังเวียนมวยของจริง

ดูเหมือนว่า หนังไชยาจะพยายามตอบโจทย์ทางการตลาดทุกอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นศิลปะการต่อสู้ การดำเนินเรื่องกระชับฉับไว ความโหดทะลุพิกัด ฉากบังคับอย่างเลิฟซีนเร่าร้อน ห่อหุ้มด้วยดราม่าลูกผู้ชาย ที่กล้าแลกคนรัก สังเวยเลือดเนื้อ เพื่อการดำรงอยู่ และสุดท้ายท้ายสุดมิตรภาพของสามเราดูเหมือนจะอยู่เหนืออื่นใด

การให้ตัวละคร สะหม้อ (สนธยา ชิตมณี) เป็นผู้บรรยายเรื่องในระหว่างทาง และการลำดับภาพที่หยิบยืมเทคนิคแช่ภาพหรือฟรีซเฟรม มาผสานกับการหมุนกล้องและจังหวะเคลื่อนไหวของตัวละคร รวมถึงดนตรีประกอบที่มีทั้งเพลงร็อค อัดกระหน่ำเข้าจังๆ หน้าของผู้ชม ฉุดให้หลุดไปในงานมหกรรมสังสรรค์บนจอ เมื่อเราตื่นอีกที ตัวละครทั้งหมดก็เริ่มรำพึงถึงบ้านเก่า บางคนได้กลับบ้านเก่า และบางคนก็มีเรื่องเก่าไว้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ

เกือบทุกฉากการต่อสู้ ดุดันชนิดเลือด(กำเดา)กระฉูด หนังจงใจวางมุมกล้องอย่างวิจิตร เพื่อขยายท่วงท่าและกล้ามเนื้อนักมวยเหล่านั้น ให้เห็นแม่ไม้มวยไทยไชยาแบบชัดเจนทุกการเคลื่อนไหวและมุมมอง ซึ่งเทคนิคนี้หนังไทยเคยทำสำเร็จดังระเบิดโลกมาแล้วใน ‘องค์บาก’ (ก้องเกียรติ เป็นผู้ร่วมเขียนบทเรื่องนั้นมาก่อน)

ความดิบเถื่อนที่หนังลากจากการต่อสู้ด้วยร่างกายแบบตัวต่อตัว ไปสู่บรรยากาศหนัง ‘นักเลง’ เจาะลึกสู่ด้านมืดของวงการมวยไทย ทว่าเป็นการเสนอภาพด้านมืดตอบโจทย์หนังบู๊แอ็คชั่นได้ชัดเจนกว่าเน้นดราม่า หรืออธิบายที่มาที่ไปอย่างเป็นตรรกะกินใจ

ประเด็นนี้อาจต้องละไว้เป็นที่เข้าใจกันได้ เมื่อได้เห็นชื่อคนควบคุมการผลิตเป็น ปื๊ด-ธนิตย์ จิตต์นุกูล

สีสันของเรื่องเป็นสองสาวสองแบบที่มาเบรกอารมณ์เคร่งเครียด จังหวะอันโลดโผนและความโฉ่งฉ่างของหนัง มี กิเนีย-ภริตา คงเพชร นางเอกหน้าใหม่สาวใต้ลูกครึ่งยุโรปในบท ‘ศรีไพร’ เป็นศรีภรรยาของเปี๊ยกและคนที่ ‘เผ่า’ หลงรักอย่างเงียบๆ และเธอกลายเป็นโจทย์ทางอารมณ์ สำหรับพล็อตรองว่าด้วย ‘รักสามเส้า’ ที่มีไว้วัดใจความเป็นเพื่อนระหว่างเปี๊ยกกับเผ่าด้วย ส่วนจี๊ด แสงทอง นางแบบเซ็กซี่ ได้ใช้ประโยชน์จากเรือนร่างของเธอเต็มที่ในบท หวาน สาวอะโกโก้ ที่มาทำให้เปี๊ยกปั่นป่วน

อย่างไรก็ตาม แม้จะอัดกันสนั่นจอ แต่ในส่วนของนักแสดงนำ อย่าง กอล์ฟ-อัครา อมาตยกุล ในบทเปี๊ยก สนธยา ชิตมณี ในบท สะหม้อ และนักแสดงน้องใหม่จากเวทีไทยแลนด์เพอร์เฟ็คต์แมน ธวัชชัย เพ็ญภักดี ในบท เผ่า หนุ่มพูดน้อยแต่เลือกเดินตามครรลองคลองธรรม ไม่หลุดไปสู่ด้านมืดอย่างเพื่อนสองคนแรก ลงตัวกับบุคลิกตัวละครของตัวเองที่จัดวางไว้ได้ไม่ขัดหูขัดตา โดยเฉพาะสนธยา ที่ดึงอารมณ์หนุ่มใต้ใจซื่อมือหนักออกมาให้ผู้ชมแอบน้ำตาคลอได้

ที่มา เสาร์สวัสดี