1408 หลอนที่สุดคือ4ห้อง

Home / วิจารณ์หนัง / 1408 หลอนที่สุดคือ4ห้อง

เวลาที่ใครสักคนพูดว่าพอเห็นหน้าตัวเองในกระจกตอนกลางคืน แล้วรู้สึกหลอนๆ อาจคล้ายกับว่าเขาคนนั้นต้องการพูดเล่นเพื่อเรียกรอยยิ้มจากคนรอบข้าง เพื่อให้เป็นที่เข้าใจกันสนุกๆ ว่าเจ้าของคำพูดมีใบหน้าประหลาดน่ากลัวไม่ต่างจากผีสางนางไม้

แต่ในความเป็นจริง กลับปรากฏว่าบางคนที่ได้ลองส่องกระจกในยามดึกสงัดเพียงลำพัง กลับรู้สึกกลัวตัวเองขึ้นมาจริงๆ

ไม่ได้ตระหนกในใบหน้า แต่เป็นอาการหวาดผวาในความนึกคิดหรือหัวใจตนต่างหาก ซึ่งความเป็นไปที่ว่าก็ไม่ต่างอะไรกับเวลาที่เรารู้สึกกลัวผี ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นวิญญาณเลยแม้แต่นิด

เพราะรอบข้างมืดเกินไป เราจึงคิดว่าอาจมีสิ่งที่มองไม่เห็นจ้องอยู่ และเพราะบรรยากาศเงียบสงัดวังเวง เราจึงระแวงว่าจู่ๆ จะมีเสียงอะไรแว่วหลอนมาหรือเปล่า

“วิญญาณผู้ล่วงลับอาจไม่มีจริงในโลก แต่ผีมีจริงใน “ใจ” เราแน่นอน”

“ไมค์” “(จอห์น คูแซ็ค)” นักเขียนนิยายสยองขวัญ ซึ่งเป็นตัวละครเอกในภาพยนตร์เขย่าขวัญที่สร้างมาจากนวนิยายของ “สตีเฟ่น คิง” เรื่อง “1408” ไม่เชื่อเรื่องการมีอยู่ของสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติ เขาพยายามไปพิสูจน์ในที่ที่คนร่ำลือกันนักหนาว่า “เฮี้ยน” แล้วก็กลับออกมาประกาศแก่ชาวโลกว่า “ผมไม่เห็นมีอะไร พวกคุณเข้าใจผิดไปเอง”

อยู่มาวันหนึ่ง ไมค์ได้รับโปสการ์ดที่มีข้อความว่า “อย่าเข้าไปในห้อง 1408” เขายิ้มมุมปาก แล้วนึกรู้ว่าถูกท้าทายเข้าเสียแล้ว

“1408” ตัวเลขที่บวกกันได้เท่ากับ 13 และเลข 13 นี่เอง ที่ฝรั่งถือกันหนักหนาว่าไม่เป็นมงคล จนไม่ยอมให้ตึกสูงมีชั้น 13 แต่ข้ามจากชั้น 12 ไปเป็นชั้น 14 แทน

ถูกแล้ว ความจริงห้อง 1408 และ 14xx ทั้งหลายในหนัง ควรจะได้ชื่อว่าอยู่บนชั้น 13 ไม่ใช่ชั้น 14 ของโรงแรมชื่อดังแห่งกรุงลอนดอนอย่าง “ดอลฟิน”

แต่คนอย่างไมค์จะไปกลัวอะไรเล่า เขามองว่ามันเป็นวัตถุดิบชั้นดี ที่จะนำมาใช้เขียนหนังสือเล่มใหม่ของตัวเองต่างหาก ว่าแล้วไมค์จึงเดินทางข้ามทวีป จากอเมริกาไปยุโรปอย่างไม่ลังเล แม้คนดูจะนึกห้ามในใจ พร้อมกับคิดขึ้นมาว่า “เอาอีกแล้วไง หนังสยองขวัญ, ต้องมีตัวละครบ้าดีเดือดไปยุ่งในเรื่องที่คน (ฉลาดๆ และรักชีวิต) อย่างฉันไม่มีวันเสือกเท้าก้าวไปข้องเกี่ยวแบบนี้ทุกที” ซึ่งหลังจากคิดได้ดังนี้ ผู้ชมอย่างเราๆ ก็ได้แต่เตรียมล้างตารอดูอะไรสยองๆ ที่หนังขนมาหลอกหลอนต่อไปตามธรรมเนียม

แต่ถ้าจะมีอะไรผิดแผกอยู่บ้าง ก็ตรงที่หนังเรื่องนี้ “บิวท์” อารมณ์หวาดหวั่นของเราได้มากกว่าหนังในตระกูลเดียวกันเรื่องอื่นๆ โดยการให้ “โอลิน” “(แซมมวล แอล. แจ๊คสัน)” ผู้จัดการโรงแรมเข้ามายับยั้งการเข้าพักในห้อง 1408 ของไมค์ โดยการเล่าเรื่องราวอาถรรพ์และอันเป็นไปสารพัดของแขกที่เคยมาอาศัยก่อนหน้า ว่าไม่มีสักรายที่รอดกลับมาได้ แต่ทุกคนล้วนต้องตายภายใน 1 ชั่วโมง

เหล่านี้เป็นคำอธิบายที่มาพร้อมภาพประกอบสมจริง (แต่ไม่สวยงาม)

ว่ากันตามตรง จะหนังเรื่องไหนก็คงสร้างอารมณ์ร่วมแก่ผู้ชมด้วยคำพูดทำนองนี้ทั้งนั้น ทว่า “1408” กลับให้ความสำคัญกับฉากนี้เป็นพิเศษ โดยให้โอลินถามย้ำแก่ไมค์อยู่นั่นว่าไม่เข้าไปจะได้ไหม เพราะเขาขี้เกียจคอยเก็บกวาดศพหรือมาล้างคราบเลือดอีก พร้อมเสนอทางออกยั่วยวนมากมาย เช่น เหล้าชั้นดี ห้องพักสุดหรู ห้องที่ตกแต่งเหมือน 1408 เผื่อจะเกิดอารมณ์อยากแต่งนิยายที่คล้ายๆ กัน ฯลฯ ชนิดที่เราได้ยินก็คงเออออห่อหมกไปแล้ว แต่ไมค์ไม่อย่างนั้น แม้เราจะเห็นความหวาดหวั่นปรากฏอยู่ในสายตาเขาไม่น้อยก็ตาม

ยังไม่สาแก่ใจ หนังยังสั่งให้ไมค์เดินทอดน่องเข้าสู่ห้องพักสุดเฮี้ยนอย่างช้าๆ คล้ายจะให้เวลาเขาทบทวนการตัดสินใจอีกที แถมยังส่งราชลิฟต์มาเปิดรับเผื่อจะอยากกลับลงไปพักห้องอื่นอีกด้วย ทว่าแม้จะไม่เต็มร้อยเหมือนเก่า แต่เขาก็ยังมั่นว่าจะเข้าไปเหมือนเดิม ในขณะที่ผู้ชมได้แต่นั่งหัวใจวาย-หายใจไม่ออกไปก่อนหน้าแล้ว เพราะไม่อยากพบอะไรที่เขาต้องเจอในห้องนั้น

“เราได้วาดภาพ “ผี” ในใจของตัวเองขึ้นแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นสิ่งใด และโดยที่ตัวละครยังไม่เปิดประตูห้องเลยด้วยซ้ำ!”

แล้วสิ่งที่ไมค์ได้เผชิญหลังประตูที่สลักหมายเลข 1408 ก็ทำให้เราเกิดคำถามว่าสิ่งที่มนุษย์กลัวแท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่? และอะไรคือความลี้ลับที่แท้จริง ระหว่าง “วิญญาณ” ผู้อื่น กับ “ดวงจิต” ของเราเอง

“ดวงจิต” ที่ก่อรูปมาจากการกระทำในอดีต อดีตที่สอนให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งจริงแท้ที่มนุษย์ควรยึดถือศรัทธา และอะไรคือความถูกต้องที่เราพึงกระทำ

“ดวงจิต” ของผู้ชมอาจก่อรูปจากสิ่งหลากหลาย ทว่าดวงจิตและพฤติกรรมของไมค์เกิดจาก “อันเป็นไป” หนึ่งเดียวที่เคยเกิดขึ้นกับครอบครัวเขา และก็อาจเป็นความเจ็บปวดนั้นเองที่กลับมาหลอกหลอนชายผู้นี้

“ความมืด” ทำให้คนทั่วไปกลัวสิ่งไม่มีชีวิต (และอาจไม่มีอยู่จริง)ฉันใด “อดีตอันมืดบอด” ก็ทำให้จิตใจไมค์อ่อนแอ และเกิดกลัว “ผี” (อีกนัยหนึ่งคือความปวดร้าวครั้งก่อนเก่าของตัวเอง) อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนได้ฉันนั้น

หัวใจอาจไม่ได้มีห้องหับนับร้อยพันอย่างโรงแรม แต่พอได้ขังตัวเอง ณ ที่นั้นแล้ว ก็ใช่จะหาทางออกได้ง่ายๆ

“ใครจมดิ่ง-อ่อนแอกับมันแบบกู่ไม่กลับ จึงอาจต้องตายในนั้นสถานเดียว”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์