บอดี้ศพ #19ปีศาจในจินตนาการ

Home / วิจารณ์หนัง / บอดี้ศพ #19ปีศาจในจินตนาการ

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


* บทความอาจมีเนื้อหาเปิดเผยรายละเอียดบางส่วนของหนัง

บ้านเรามีหนังผีฉลาดๆไม่กี่เรื่องหรอกครับ?ประเภทถ้าไม่ขายฉากแหวะๆน่าสยดสยอง ก็โผล่มาพร้อมเสียงดังๆ ให้สะดุ้งตกใจ หรือไม่ก็ขายขำเน้นความสนุกสนานเฮฮาไปโน่น มีน้อยเรื่องนักที่นอกจากให้อารมณ์ขนพองสยองเกล้าแล้ว

ยังเพิ่มแง่มุมทางจิตวิทยา อย่างเช่นเรื่อง “แฝด” การสร้างปมบางอย่างให้ตัวละครเพื่อเล่นกับความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเช่น “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” (2547) ลองของ (2548) รวมทั้งการแสดงคารวะผีไทยในยุคกึ่งพุทธกาลจากปลายพู่กันของจิตรกรเอกเหมเวชกร ในเปนชู้กับผี (2549) และที่เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองเดือนกับหนังผีที่ใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยการผูกโยงศีล5 เข้ามาเกี่ยวข้องในคนหิ้วหัว

จนล่าสุดมาถึงหนังบอดี้ศพ # 19 ที่คราวนี้รวมเอาทุกแนวทางหนังสยองขวัญมาไว้ด้วยกัน คือมีตั้งแต่ การปรากฏตัวของผีในภาพลักษณ์น่าหวาดผวา ประเด็นทางจิตวิทยาอันเข้มข้น พล็อตเรื่องแบบหักมุมแต่ที่แตกต่างไปกว่าคือ งานด้านภาพซึ่งโดดเด่นเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบรรยากาศขมุกขมัว ด้วยการออกแบบให้มีโทนสีเทาอมเขียว ภาพอึมครึมของฟ้าคะนองและมีสายฝนตกโปรยปราย หนักบางเบาบ้างเกือบตลอดทั้งเรื่อง การจัดวางองค์ประกอบภาพโดยเฉพาะกล้องมุมสูงแบบ Birds-eye-view ที่เน้นให้เห็นภาวะกดดันถูกบีบคั้นของตัวละคร ไปจนถึงลีลาการเคลื่อนไหวฉวัดเฉวียนทั้งจากการกำกับภาพ รวมถึงการใช้เทคนิคซีจี แต่ก็เป็นการทำหน้าที่นำตัวละครไปพบกับเงื่อนปมบางอย่าง อีกทั้งยังสื่อความหมายทางจิตโดยนัย โดยเฉพาะฉากเปิดเรื่อง บอดี้ศพ# 19 นำเราเข้าสู่จากบรรยากาศมืดครึ้มวังเวงของฝนฟ้าคะนองยามค่ำคืนก่อนจะดำดิ่งลงสู่ตึกรามบ้านเรือน ไล่ละลงไปถึงใต้ท่อระบายน้ำก่อนจะวกกลับขึ้นมา เห็นภาพชายหนุ่ม ชลสิทธิ์ (“เป้” อารักษ์ อมรศุภศิริ) นั่งดูคอนเสิร์ตในฮอลล์ที่เสียงเพลงคิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว ดังโหยหวนก้องในโสตประสาทหลังจากคนดูได้ยินเสียงเพลงนี้แว่วเข้ามาตั้งแต่เปิดเรื่อง

จู่ๆ ‘ชลสิทธิ์’ ลุกออกจากที่นั่งอย่างไม่มีเหตุผลเขาผลุนผลันจากไป ก่อนจะคว้าเสื้อสูทที่คนลืมทิ้งไว้ติดมือกลับไปด้วย? ที่บ้านชลสิทธิ์ เกิดอาการประหลาดคล้ายตกอยู่ในภวังค์และมองเห็นการฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมสลับกับมีวิญญาณร้ายคอยหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลาถึงขั้นเผลอทำร้ายตัวเองและ เอ๋ พี่สาว(“แป้ง” อรจิรา แหลมวิไล) จนต้องไปปรึกษาหมออุษา จิตแพทย์สาว(“เข็ม” กฤตธีรา อินพรวิจิตร) เพื่อหาคำตอบเวลาเดียวกันฝันร้ายก็ตามหลอกหลอน ชลสิทธิ์ หนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้นและเขายังได้พบว่าหญิงสาวที่ปรากฏในฝันและบอกให้ออกตามหาเธอให้เจอมีชื่อว่า ดาราราย?ในที่สุดทั้งชลสิทธิ์ และหมออุษา ต่างพบว่าดาราราย (“เมย์” ภัทรวรินทร์ ทิมกุล) คืออาจารย์สอนวิชาจิตวิทยาที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแต่ในขณะที่ปริศนาของ ดาราราย กำลังถูกไขสู่ความกระจ่างก็ปรากฏว่าคนที่รู้ความลับและแพร่งพรายเรื่องของเธอออกไปกลับถูกฆ่าตายอย่างปริศนา

เรื่องราวของบอดี้ศพ# 19 หากดูอย่างผิวเผินเราจะสามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ตั้งแต่ช่วงกลางเรื่องว่า ดาราราย เป็นใครเธอหายไปไหนและใครทำอะไรกับเธอ แต่สิ่งที่ทำให้หนังดูมีอะไรมากไปกว่านั้นคือ รายละเอียดระหว่างทางที่หนังพาเราไปพบกับความสยดสยองของการค้นหาคำตอบ ปริศนา ซึ่งถือว่าเป็นการนำเอาเทคนิคซีจีมารับใช้เนื้อหาได้อย่างเหมาะสมลงตัว มากกว่าแค่การโชว์ศักยภาพของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นฉากในพิพิธภัณฑ์สัตว์ ที่เหล่าสัตว์เลื้อยคลานชวนขยะแขยงฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างน่ากลัว หรือแมวดำปีศาจที่ปรากฏตัวเป็นลางบอกเหตุของความตาย ก่อนจะพบจุดจบสุดท้ายที่เกี่ยวพันกับแง่ปมทางจิตวิทยาที่ผูกไว้ก่อนหน้านี้ รวมเข้ากับเทคนิคซีจีที่สร้างภาพมายาลวงเอาไว้อย่างน่าแปลกตา ทั้งฉากภูมิทัศน์ระหว่างขับรถกลับบ้านของสองพี่น้องเอ๋ และชลสิทธิ์ ที่ตลอดเส้นทางสองฟากฝั่งถนนคล้ายกับเมืองที่ไม่มีอยู่จริงหรือการฆาตกรรมประหลาดสุดสยองจากวิญญาณร้าย

นอกจากเทคนิคหวือหวาที่ไปกันได้กับเนื้อหาแหวกแนวแต่ทว่างานสร้างอันโดดเด่นก็มิได้กลบการแสดงจนถูกลดบทบาทให้ด้อยลงไปแม้แต่น้อย ถึงหลายคนอาจจะเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่อาการของเด็กหนุ่มที่มีปมทางจิตจากฝันร้ายตามหลอกหลอนของ ‘เป้’ อารักษ์ ก็ถือว่าน่าสนใจและที่น่าปรบมือให้อีกคนคือ ‘เข็ม’ กฤตธีราในบทของจิตแพทย์สาวที่สามารถรักษาระดับการแสดงออกของอารมณ์ไม่มากไม่น้อยเกินไปในแต่ละฉากได้อย่างพอดิบพอดี ทำให้ตัวละครอย่าง หมออุษา เป็นหญิงสาวที่เข้มแข็งพร้อมรับมือกับปัญหาในขณะเดียวกันเธอก็ซ่อนความเจ็บปวดอ่อนแอไว้ภายในที่ไม่ถึงกับเก็บกด แต่ก็ไม่แสดงออกอย่างฟูมฟาย

ค่ายหนัง จีทีเอช ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่และครั้งนี้ ปวีณ ภูริจิตรปัญญา ก็ใช้เป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง ที่นอกจากทักษะการเล่าเรื่องที่ทำได้สนุกชวนติดตามแล้ว เทคนิคแพรวพราวที่สั่งสมจากการทำมิวสิควิดีโอ ยังถูกนำมาใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ช่วยสร้างสีสันให้หนังดูแปลกตาน่าสนใจเพิ่มขึ้น ผิดกับอีกหลายค่ายที่ชอบเอาผู้กำกับมิวสิควิดีโอมาทำหนังสุดท้ายก็ได้แต่ภาพสวยๆ เทคนิคหวือหวา แต่เนื้อหากลับน่าผิดหวัง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์