Stardust เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี

Home / วิจารณ์หนัง / Stardust เด็กดูได้ ผู้ใหญ่ดูดี

เข้าช่วงปิดเทอมเล็กๆ พอดี ตอนนี้ก็เลยมีหนังเอาใจคุณหนูๆ ทั้งหลาย ยกขบวนพาเหรดกันมาให้ทั้งหนูน้อยตัวจริง และผู้ใหญ่หัวใจเด็กได้เลือกดูอยู่หลายเรื่อง

Stardust ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ผ่านสายตาเข้ามา ยอมรับตรงๆ ว่าแวบแรกที่เห็นหนังตัวอย่าง ก็แอบตั้งป้อมในใจไว้นิดหน่อยว่าจะสนุกไหมนะ เพราะเคยผิดหวังกับหนังแนวนี้มาหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะบางเรื่องที่ตั้งความหวังไว้เลิศลอยตามฟอร์มที่น่าจะเป็น (แต่ก็ไม่เป็นซะงั้น)

ก็เลยเข้าไปดูแบบไม่คิดอะไรมาก และก็ปรากฏว่าคิดผิดถนัด!

เพราะถึงแม้จะมีจุดขัดใจเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้าง แต่ Stardust ก็เป็นหนังแฟนตาซีเรื่องหนึ่งที่ผสานโลกแห่งจินตนาการและความเป็นจริงได้อย่างกลมกล่อมลงตัว

เรื่องราวการผจญภัยเริ่มต้นขึ้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอังกฤษเมื่อทริสตัน (ชาร์ลี ค็อกซ์) พยายามเอาชนะหัวใจของวิคตอเรีย (เซียนน่า มิลเลอร์) สาวสวยที่เขาหลงรัก ด้วยการไปเก็บดาวที่ตกจากฟ้า และการเดินทางครั้งนี้ก็ได้พาเขาสู่ดินแดนต้องห้ามลึกลับที่อยู่เลยพ้นไปจากกำแพงรั้วของหมู่บ้าน ระหว่างออกเดินทาง ทริสตันได้พบดวงดาวที่เปลี่ยนร่างเป็นหญิงสาวสวยที่ชื่อว่า Yvaine (แคลร์ เดนส์) จนถึงแม่มดร้ายลาเมีย (มิเชลล์ ไฟฟเฟอร์) ที่ต้องการความสาวชั่วนิรันดร์ และเจ้าชายที่จะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้ครอบครองบัลลังก์ของพระบิดา (ปีเตอร์ โอทูล) จนถึงเหล่าผู้มีเวทมนตร์ กอบลิน แม้กระทั่งกัปตันโจรสลัด เช็คสเปียร์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ทุกคนต่างมีหลักการของตัวเอง แต่มีสิ่งเดียวที่ปรารถนาเหมือนกัน นั่นก็คือหัวใจของดวงดาว

การผจญภัยของทริสตันก็เลยชักจะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างที่เขาคิดไม่ถึง

จุดเด่นของ Stardust นอกจากจะอยู่ตรงที่ความเป็นเทพนิยายสมัยใหม่ที่มีความคลาสสิคผสานอยู่ และเป็นความคลาสสิคที่สง่างามละมุนละไมจริงๆ ไม่ใช่ใช้คำว่าคลาสสิคมาสวมทับคำว่าเชยอย่างบางเรื่องที่เคยเห็นแล้ว

ยังมีความฮาสอดแทรกอย่างไม่น่าเชื่ออยู่แทบทั้งเรื่อง เรียกรอยยิ้มได้ตลอดเวลา และส่วนใหญ่จะเป็นความขำที่มาจากลักษณะเฉพาะของตัวละครแต่ละตัว

ซึ่งต้องขอปรบมือให้ความสามารถของนักแสดงแต่ละคน เพราะแทบทุกคนสามารถดึงคาแร็กเตอร์ตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะโจรสลัดหน้าโหด กัปตันเช็คสเปียร์ ที่เวลาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงทีไร ทำเอาท้องคัดท้องแข็งด้วยความน่ารักทุกที ส่วนปีเตอร์ โอทูล ถึงจะออกมาแค่ไม่ถึง 10 นาที แต่คุณปู่ก็เล่นขโมยซีนกันเห็นๆ ที่สำคัญต้องยกให้คนนี้ มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์ ทั้งที่เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องราว แต่เกลียดเธอไม่ลงเลยจริงๆ เพราะกิริยาท่าทางและเสน่ห์ดึงดูดที่มีลูกเล่น จึงดึงความสนใจไปทุกครั้งที่ปรากฏตัว

แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างจะดีหมดนะ เพราะหลายครั้งก็รู้สึกขัดใจกับเพลงประกอบเหลือเกิน เพราะค่อนข้างหนักแน่นและจริงจังเกินไป ดูไม่สมดุลกับเนื้อหาที่กำลังดำเนิน แถมบางเพลงยังคล้ายๆ กับได้รับอิทธิพลจากหนังเรื่อง Lord of the Ring มาแบบเต็มๆ อีก ทำให้หงุดหงิดนิดๆ เหมือนกัน แบบว่าทำดีมาตลอดแล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาตกม้าตายกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนี้ด้วยไง

ถึงอย่างนั้นก็เถอะ หนังเด็กดูได้ผู้ใหญ่ดูดีอย่างนี้ใช่ว่าจะมีบ่อยๆ พลาดไปเสียดายเหมือนกันนะ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์