โรงงานอารมณ์ : รัก ใคร่ และคนแปลกหน้า

Home / วิจารณ์หนัง / โรงงานอารมณ์ : รัก ใคร่ และคนแปลกหน้า

รัก-ใคร่ สองคำสั้นๆ ที่ความหมายไม่สั้นเหมือนจำนวนคำ

สำหรับบางคนนั่นคือความรู้สึกที่มาบรรจบกันของคนรัก แต่อีกหลายคนกลับกลายเป็นเส้นทางคู่ขนานของคนแปลกหน้า

แตกต่างกันไป ตามใจของแต่ละคน

เหมือน 4 หญิง 3 ชาย ที่มาพบพานกันในค่ำคืนเดียวที่ย่านเกลางซอกมุมหนึ่งที่สามารถค้าประเวณีได้อย่างถูกต้องในประเทศที่มีกฎหมายเข้มงวดอย่างสิงคโปร์

ถึงจะจำกัดวงแคบอยู่ในสถานที่เดียว แต่สิ่งที่ซึมซับกลับเลยขอบเขตกว่าย่านเกลาง เพราะนั่นคือวัฏจักรแห่งชีวิต ที่อยู่บนห่วงโซ่ของความเสน่หา

ชาย (เกือบ) ชรามีฐานะอยากมีเซ็กซ์กับสาวบริสุทธิ์ต่อหน้าโสเภณีที่เป็นแม่ของเธอ,เด็กหนุ่มที่อยากจะขึ้นครู,ชายต่างชาติที่สะกดรอยตามสาวน้อยที่ต้องใจ,โสเภณีจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่ใฝ่ฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า,เพื่อนชายที่แอบหลงรักเพื่อนชาย และสาวขายบริการที่หวังซื้อบริการจากนักดนตรีเร่ ล้วนแต่เป็นภาพเสมือนของความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวยในโลกจริง
 
แต่แทบทุกความใคร่ของความแปลกหน้าระหว่างกัน กลับค่อยๆ ปลูกความรักให้งอกงาม

“ถ้าเจอกันข้างนอก ขอให้ทักทายกันบ้างได้ไหม” โสเภณีจีนถามชายหนุ่มทั้งน้ำตา

ชายต่างชาติเดินไปวนไปวนมาก่อนตัดสินใจเคาะประตูห้องที่สาวน้อยผลุบเข้าไปหาชายแก่ เพื่อถามว่า “เกิดอะไรขึ้น มีอะไรให้ช่วยรึเปล่า”

แม่ที่ปกป้องลูกจากเงื้อมมือมนุษย์บ้ากาม แม้จะต้องทำร้ายคนอื่น

โสเภณีชุดแดงที่จ่ายเงินซื้อผู้ชายเพื่อเพียงขอไหล่ไว้พักพิง

ถึงจะเป็นการซื้อขายสินค้าในโรงงานอารมณ์ เพื่อสนองตัณหาของตัวเอง แต่หัวจิตหัวใจและความเป็นมนุษย์ยังคงอยู่

เสียดายนักที่บางประเด็นไม่ถูกต่อยอด โดยเฉพาะบางฉากที่เปิดการวิพากษ์สังคมไว้ แล้วกลับทิ้งไปซะดื้อๆ ทำเอางงไปเลย ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์หญิงวัยกลางคนว่า ทำไมถึงคิดว่าลูกชายตัวเองจึงไม่เที่ยวโสเภณี ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาก็คือ “เพราะลูกชายฉันเป็นคนดีและมีการศึกษา” รวมถึงที่โสเภณีจีนแผ่นดินใหญ่บอกเด็กหนุ่มที่มาขึ้นครูว่า “ผู้หญิงจีนที่มาทำงานแบบนี้ ไม่ได้แค่อยากมีเงินไปซื้อกระเป๋า เสื้อผ้าสวยๆ เท่านั้น”

ถ้าเล่นประเด็นนี้ด้วย น้ำหนักของเนื้อหนังก็น่าจะลื่นไหลและสมดุลกว่านี้ไม่น้อย

หนังดำเนินเรื่องโดยผสมผสานระหว่างฟีเจอร์ฟิล์มและด็อคคิวเมนทารี่ฟิล์ม เลยทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังแอบดูชีวิตของชาวบ้านในบางขณะ เข้าใจว่าเป็นความตั้งใจที่ผู้กำกับฯ เอกชัย เอื้อครองธรรม อยากให้ผู้ชมรู้สึกไปกับเรื่องราวว่าที่เห็นนี่คือเรื่องจริง ภาพที่ออกมาจึงค่อนข้างดิบ เถื่อน และไม่ปรุงแต่ง ด้วยการซูมอิน ซูมเอาท์ หลบมุมแอบถ่ายตลอดเวลา แต่บอกตรงๆ ว่ามันไม่เนียน เพราะส่วนที่ตั้งใจให้มีความเป็นหนังและเป็นธรรมชาติไม่กลมกลืนกันซะเท่าไหร่เลย

แต่ก็ยังดีที่ได้วิธีการเล่าเรื่องแบบ “น้อยแต่มาก” มาช่วยกู้หน้าเอาไว้

เพราะนอกจากประเด็นของหนังที่สะดุดแล้ว อารมณ์ร่วมก็มีส่วนที่ทำให้หนังสะกดใจและทรงพลังไม่น้อย ด้วยการสื่อเรื่องราวความรู้สึกด้วยภาพในหลายๆ ฉาก ที่ให้ความหมายที่กว้างไกลและลึกซึ้งอย่างเป็นสัญลักษณ์ โดยไม่จำเป็นต้องพูดจาสนทนากันให้มากมายด้วยซ้ำ แม้บางครั้งความนิ่งเนิบ จะชวนให้ (ง่วง) งุนงงไปหน่อยก็ตาม

แต่ขอเตือนล่วงหน้านิดนึงว่า แม้หนังจะน่าดู แต่อย่าพยายามชวนเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีไปดู เพราะบอกตรงๆ ว่าฉากรักวาบหวามและวาบหวิวไม่ใช่เล่น ทั้งที่แว่วข่าวมาว่าเวอร์ชั่นในเมืองไทย มีการตัดบางส่วนออก ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่ได้รับเลือกให้ร่วมฉายในสาย Un Certain Regard (สายเดียวกับ “สุดเสน่หา” ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล) ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ปีล่าสุดก็ตาม

เพราะเหตุนี้กระมัง หนังดีๆ แบบนี้ถึงฉายแบบจำกัดโรงแค่ที่ เฮาส์ อาร์ซีเอ,ลิโด้ และเอสเอฟ ซีนีม่า บางสาขาเท่านั้น

ที่มาจากหนังสือพิมพ์