Pleasure Factory ยังไปไม่ถึงที่สุด

Home / วิจารณ์หนัง / Pleasure Factory ยังไปไม่ถึงที่สุด

นันทขว้าง สิรสุนทร


มิเพียงชีวิตและนักแสดงในบทบาทของ”น้องตุ้ม” จะ”ได้รับการยอมรับ” พอสมควรจากส่วนของภาพยนตร์เมื่อ3-4 ปีก่อนทว่าชื่อของ เอกชัย เอื้อครองธรรม เองก็ถูกรับรู้ในระดับหนึ่งกับบทบาทของผู้กำกับหนัง

โดยมาตรฐานแล้วหนังเรื่องแรกที่เกี่ยวกับนักมวยน้องตุ้ม ของคุณเอกชัยนั้น ถือว่าออกตัวจากจุดสตาร์ทดีกว่าที่หลายคนคาดเดาไว้ เมื่อมีนามของเขาในฐานะคนทำหนัง Pleasure Factory ซึ่งได้ฉายในเทศกาลหนังเมืองคานส์นั้นเป็นธรรมดาที่ “คอหนัง” อยากจะพิสูจน์ผลงานเรื่องใหม่ของเขา

ผมค่อนข้างชอบชื่อ”โรงงานอารมณ์” มากกว่าPleasure Factory ชื่อโรงงานอารมณ์บ่งบอกถึงความงามทางภาษาและสายตาในการเล่นกับความหนักเบาของคำและความหมายพอหนังเข้าฉายวันแรก เลยชวนคอลัมนิสต์ นักวิจารณ์และคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์ไปดูกันเป็นแก๊งที่โรงหนังสยาม

ระหว่างน้องตุ้มมาถึงโรงงานอารมณ์นั้นแนวทางของหนังถือว่า “ข้าม” กันพอสมควรจากฉูดฉาดและฉาบสีสัน มาสู่การลดส่วนของเทคนิคและจงใจเล่นกับอารมณ์ของคนดู โดยอาศัยพื้นฐานของหนัง documentary (ซึ่งก็ไม่ใช่dramatic-realism อีกเพราะสีของดราม่าถูกลบล้างออกไปหมดในเชิงการแสดงทางอารมณ์)

เนื้อหาโดยย่นย่อนั้นเกี่ยวกับชีวิตอับแสงของคน2-3 คู่และโสเภณีในย่านเกย์หลางของประเทศสิงคโปร์

เด็กหนุ่มหน่วยก้านดีซึ่งเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ได้รับรู้รสแห่งความสุขทางเนื้อหนังจากเพื่อนที่ช่ำชองมามากของเขา เด็กสาวไร้เดียงสาอีกคนถูกบังคับให้ขายตัวกับชายรุ่นพ่อ ขณะที่โสเภณีขี้เหงา ซึ่งไม่มีความสุขกับอาชีพขายบริการของตัวเอง ก็พยายามจะหาสิ่งนั้นเอาจากนักดนตรีข้างถนน ด้วยการซื้อบริการใน “เพลงพิเศษ”

ถ้าฝรั่งมังค่าจะตื่นเต้นตกใจกับอะไรแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะตะวันตกหรือเทศกาลหนังหลายแห่งเองก็ดูจะสนใจกับอะไรที่เป็น exotic หรือtradition กล่าวคือวัฒนธรรมเรื่องราวหรือวิถีชีวิตที่เป็นแบบเฉพาะมากๆ

อย่างไรก็ตามผมไม่คิดว่าเมื่อมาถึงปี 2007 นั้นผู้คนจะ “ตกอกตกใจ” อะไรกับเรื่องทำนองนี้แล้วทางออกของมัน (ถ้าจะมี) จึงอยู่ที่การหา “แง่มุม” ที่น่าสนใจมาไว้ในเรื่องเพราะว่ากันอย่างแฟร์ๆ เรื่องจะเป็นอะไรก็ได้อยู่ดี (นี่กำลังยก”ความชอบธรรม” ให้คุณเอกชัย) จะทำเรื่องน้ำฟ้าปลาดาวหรือพืชผักผลไม้ก็ได้ทั้งนั้น แต่มันอยู่ที่แง่มุม อยู่ที่ประเด็นและวิธีการเอาเรื่อง (story) มาเล่า

ผมรู้สึกของผมว่าคุณเอกชัยเหมือนจะชื่นชอบงาน (สไตล์การเล่าเรื่อง) ของ ไฉ่ มิงเหลียง หัว เสี้ยว เสียน และ เจีย ฉางเก๋อ รุ่น 6 ของจีนที่ปล่อยให้ภาพนั้น ทำหน้าที่เล่าเรื่องของมันเอง จุดเด่นนั้นไปอยู่ที่สไตล์ของภาพมากกว่าเรื่องราว

เพราะแม้หนังจะเหมือนมี”เรื่อง” แต่ผมก็ยังคิดว่าหนังไม่ได้มีเรื่องหรือพล็อตเท่าที่ควรจะเป็นเหมือนโรงงานอารมณ์นั้น มี “เสียง” แห่งความคิดและยังขาดแคลนเนื้อหา ที่จะเป็นโครงสร้างของงาน

บางคนบ่นว่าหนังเงียบชวนหลับ ผมไม่ติดใจและไม่คิดว่าเป็น “จุดอ่อน” เพราะในศาสตร์ของหนังผู้กำกับมีสิทธิจะสื่อสารกับคนดูของเขาทางไหนก็ได้ (เงียบงัน-พูดมาก เล่าเรื่องลวกๆเร็วๆ หรือเดินเรื่องเชื่องช้า ฯลฯ)

ข้อด้อยคือมันขาดเรื่องที่จะพาคนดูไป ตัวละครทุกคนถูกนำเสนออย่างผ่านๆ หลังจากถูกคาดว่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ฉากที่โสเภณีรุ่นพี่กับเด็กใหม่กอดกันร้องไห้ด้วยบทเพลงเศร้าจากนักดนตรีข้างถนนนั้น ดูเป็นการเซตมากกว่ารู้สึกถึงธรรมชาติ

ผมกลับชอบแง่มุมง่ายๆที่คุณเอกชัย เขียนไว้ในหนังเรื่องแรกที่เกี่ยวกับคุณตุ้มมากกว่า เช่น วาทกรรมพวกเพศชายเพศหญิง หรือการได้ค้นพบตัวตน (self-discovery) ของ”น้องตุ้ม” แม้จะเป็นประเด็นที่สังคมก็รับรู้อยู่แล้วแต่ยังถือว่าดีกว่า สารหรือ message ในเรื่องนี้

“โรงงานอารมณ์” ยังขาดบางจุดที่ควรจะมีจึงทำให้หนังขาดความแข็งแรงไป

แต่เป็นสิ่งที่ดีแล้วที่อย่างน้อย เราก็ได้ดูผลงานของคนไทยด้วยกัน ไม่ใช่เมืองนอกได้ดูแต่คนไทย “อดแดก” (เหมือนหนังของคุณเจ้ยนั่นไง)

ซึ่งเรื่องทำนองนี้เครือเอเพ็กซ์ก็เป็นความหวังเสมอของ “นักดูหนัง” ที่ไม่ได้หวังแค่ไปกิน”ป๊อปคอร์น” ในโรง


สวัสดี

ที่มาจากหนังสือพิมพ์