interior replacement parts for bmws

Home / วิจารณ์หนัง / interior replacement parts for bmws

มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล อาจจะเป็นที่รู้จักในฐานะหนึ่งในผู้กำกับฯรุ่นใหม่ที่น่าจับตา จากผลงานสร้างชื่ออย่าง 13 เกมสยอง ที่ไปคว้ารางวัลในต่างประเทศ BEST ASIAN FILM : THE GOLDEN PRIZE จากเทศกาลภาพยนตร์ FANTASIA INTERNATIONAL FILM FESTIVAL ยังได้รางวัล BEST ASIAN FILM AWARD : EUROPEAN FANTASTIC FILM FESTIVAL FEDERATION ASIAN AWARD (EFFFF) จากกลุ่มสมาพันธ์ภาพยนตร์แฟนตาซีภาคพื้นยุโรป และ BEST OF PUCHON ซึ่งถือได้ว่าเป็นรางวัลสูงสุดประจำปีของเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติ PUCHON INTERNATIONAL FANTASTIC FILM FESTIVAL (PiFan) ครั้งที่ 11 ที่ประเทศเกาหลี

แต่คนที่รู้จัก MD.Sponx น่าจะมีน้อยกว่า ทั้งๆ ที่อาจจะเคยฟังอย่างเพลง Bye ของสิงห์เหนือเสือใต้ เอื้อม และ บ้านของเรา เพลงประกอบภาพยนตร์ 13 เกมสยอง ที่มี น้อย-กฤษดา สุโกศล แคลปป์ มาร้องนำ และ เจ-มณฑล จิรา เรียบเรียงดนตรี หรือเพลงประกอบภาพยนตร์ ข้าวเหนียวหมูปิ้ง แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นฝีมือการแต่งเพลงของ MD.Sponx

ที่น่าสนใจกว่านั้น MD.Sponx กับ มะเดี่ยว เป็นคนเดียวกันและกำลังจะมีผลงานร่วมกันคือภาพยนตร์ “รักแห่งสยาม” ที่จะมีอัลบั้มซาวด์แทร็คประกอบภาพยนตร์ 6 เพลง ที่เขาแต่งเองเสีย 5 เพลงจากทั้งหมด อีกหนึ่งเพลงแต่งโดยนักแสดงนำในเรื่อง

ครั้งนี้เองที่ตัวตน “นักดนตรี” ของเขามาบรรจบกับตัวตน “นักทำหนัง” ที่นี่

“กระแสก็โอเคคนสนใจเยอะ คนจะชอบหนังทุกเรื่องมาเพลงมาก่อนอยู่แล้วล่ะ เพราะว่าเพลงมันช่วยให้คนสนใจหนัง” มะเดี่ยวพูดถึงกระแสตอบรับจากวันแถลงข่าวของภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขา

บทภาพยนตร์รักแห่งสยามนั้น เขียนขึ้นก่อนหน้าที่เขาจะทำ 13 เกมสยอง เสียอีกและเพลง “กันและกัน” ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ของ รักแห่งสยามที่ร้องโดย คิว-สุวีระ บุญรอด นักร้องนำวงฟลัวร์ก็เคยเปิดออกอากาศเมื่อ 2 ปีก่อนในแฟตเรดิโอแต่เป็นเวอร์ชั่นที่ มะเดี่ยวร้องเอง โดยทีมทำเพลงของเขากับรุ่นน้องที่มงฟอร์ตวิทยาลัย ในชื่อว่า Sponx

จะว่าไปชีวิตนักดนตรีของเขานั้นเฉียดไปเฉียดมาจะได้ออกอัลบั้มมาแล้วหลายครั้งกับสังกัดก้านคอคลับ ก่อนหน้านั้นสมัยเรียนปีท้ายๆ ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาก็เกือบๆ จะได้ออกอัลบั้มใต้ดินเฉี่ยวไป เฉี่ยวมาหลายครั้ง แต่บังเอิญเขาโดนรถที่ชื่อ “ผู้กำกับภาพยนตร์” ชนซะก่อนเลยมีงานอย่างคนผีปีศาจ ออกมาและเริ่มมีเรื่องอื่นๆ ตามมา

“มันถึงจุดที่ตื่นมาความคิดที่จะโทร.ไปแกรมมี่แล้วสานต่อโปรเจ็คต์มันก็เหี่ยวและหายไป แล้วก็รู้สึกว่าชีวิตที่ทำอยู่มันก็โอเค เราไปเป็นนักร้องต้องเซ็นสัญญาโปรโมตเป็นปี ก็ต้องถามว่าเรามีความสุขหรือเปล่าที่เราจะทำอย่างนั้น ความสุขเราคือการอยู่บ้าน การร้องเพลงบ้าง หรือไปเล่นโชว์ในที่ที่เขาชิญหรือเราอยากไปเล่น เราก็รู้สึกว่าพอแล้ว”

ส่วนหนึ่งเขาว่ามันอาจจะมาจากการโตขึ้น พ้นช่วงที่ต้องพิสูจน์ตัวเองไปแล้ว

“เราโตขึ้นเยอะ ความอยากเป็นคนมีชื่อเสียงมันเกิดขึ้นแล้วผ่านมันมาแล้วเราก็เฉยๆ แต่เราก็ยังมีความสุขกับดนตรีอยู่แต่ไม่ได้อยากเป็นศิลปินออกเทปแล้ว แต่เป็นสิ่งที่ตอนเป็นเด็กเราอยากมาก เคยแต่งเพลงถึงตี 1-2 แล้วเรายังอยากทำอยู่แม้ว่าจะต้องไปเรียนตอนเช้า”

อย่างเพลง “กันและกัน” มะเดี่ยวบอกว่า มันมาจากบทในหนังที่ตัวละครถูกเจ้าของค่ายให้แต่งเพลงรัก ซึ่งในชีวิตล่าฝันการเป็นศิลปินของเขา

“เราพูดได้เลยว่าหนังเรื่องนี้มันเป็นความทรงจำของเราซะเยอะ มันเป็นหนังส่วนตัวของเรา เราคิดถึงช่วงนั้นคิดถึงเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วยกัน การเข้าห้องซ้อม ความเป็นเด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับวงการเพลง มีแต่ความรู้สึกเพียวๆ ไม่มีธุรกิจ เราคิดถึงอารมณ์นี้”

แน่นอนว่าทุกวันนี้เขาก็ยังทำงานเพลงอยู่เรื่อยๆ แต่ที่ไม่ได้คิดจะยึดเป็นอาชีพนั้นมะเดี่ยวว่ามันมีหลายสาเหตุ ส่วนหนึ่งมาจากวงการขณะนี้อยู่ในสภาพย่ำแย่จากปัญหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ และสัญญาของศิลปิน นอกจากนี้บรรยากาศในวงการก็ น่าเบื่อในความเห็นของเขา เพราะมีแต่งานเพลงซ้ำซาก ไม่มีอะไรแปลกใหม่

“เราโตมาในช่วงวงการเพลงมันพีค 10 กว่าปีที่แล้วมี เบเกอรี่มีทุกอย่างเราซื้อเทปทุกอาทิตย์ ดูแค่ปกก็ซื้อแล้ว ตอนนี้มันหายไปอย่างน่าเศร้า เพลงอินดี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ อาจจะแหวก แต่เนื้อหาก็ไม่ดีมีประเด็นอยากพูดแต่ดันพูดไม่เก่ง สื่อไม่คม มันเลยแมสไม่ได้ มันก็เลยอยู่ตรงนั้น สงสัยคนทำเพลงอินดี้มันมีโลกส่วนตัวของตัวเองมากไปหรือเปล่า แต่ว่างานเพลงดีๆ เราก็ชื่นชม อพาร์ตเม้นท์คุณป้า สครับบ์ ฯลฯ งานดีมันก็น่ายกย่องอยู่แล้ว แต่ว่าตอนนี้มันไม่มีอัศวินม้าขาวไอดอล ของคนรุ่นใหม่ยังเป็นพี่ป๊อด (ธนชัย อุชชิน) อยู่เลย มัน10 กว่าปีมาแล้วนะ”

แต่ถ้าถามว่าเขาเลิกการเป็นนักดนตรีไปเลยหรือไม่ เขากลับส่ายหัวเพราะตัวตนในความเป็นนักดนตรีมันเรียกร้องอยู่ตลอด อย่างตอนได้เงินจากการกำกับฯหนังมา เขาก็ยังเอาไปซื้อคีย์บอร์ดและอุปกรณ์ในการอัดเสียงอยู่ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ กับอาชีพผู้กำกับฯ

“ความสุขของเราครึ่งหนึ่งของเรามันอยู่ตรงนั้น เราเล่นดนตรีมาตั้งแต่ 9-10 ขวบอยู่นะ มันอยู่ในตัวเราแล้ว แล้วเราเป็นนักแต่งเพลงตั้งแต่อายุ 14-15 แต่งทุกวันมันเป็นธรรมชาติของเรา”

เขาเองยังเคยคิดว่าวันดีคืนดีจะรวมเพลงทั้งหมด กับเงินค่ากำกับหนังมาทำมาสเตอร์เพลงแล้วก็จ้างร้านทำซีดีแต่งงาน ตรงตลาดสามย่านปั๊มซีดีให้ เหมือนสมัยเขาทำเพลงละครเวทีคณะนิเทศฯ จุฬาฯ และจะเอาไปวางแถวๆ ขายดีเจสยามหรือใต้คอนโดฯเขาเองแบบขำๆ แต่จะให้เป็นศิลปินเขาไม่เอาอีกแล้ว

“บางทีเรารู้มาเยอะมั้ง เมืองนอกน่ะลิขสิทธิ์เพลงหากินได้ทั้งชีวิต บ้านเราต้องไปทัวร์ตามผับตามบาร์ หรืองานลำไยฤดูหนาวโน่นอาจจะต้องเล่นทัวร์ไปจนตายเลย บางทีตายก็ไม่ได้ วันหนึ่งคนไปกรี๊ดดนตรีอย่างอื่นก็หมดทางแล้ว” เขายิ้มเยาะ

อย่างไรก็ตาม การที่ค่ายเพลงเริ่มพยายามหาทางให้ลิขสิทธิ์เพลงอยู่กับนักแต่งเพลงมากขึ้นนั้น เขาก็ว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าอย่างน้อยก็แสดงว่ายังพยายามหาทางออกในปัญหาที่นักดนตรีนักแต่งเพลงต้องทำงานทั้งชีวิตแต่ได้เงินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขาว่าคนฟังน่าจะลองตระหนักถึงเรื่องตรงนี้ให้มากกว่านี้อีกหน่อย

“เรื่องอย่างกฎหมายคาราโอเกะ เราว่าแฟร์นะ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เดือดร้อนว่าทำไมซื้อแล้วต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์อีก มันแฟร์กับคนทำงานน่ะไม่งั้นเขาจะเอาเงินที่ไหนมามีชีวิตอยู่เพื่อทำเพลงให้คุณฟังอีก เขาก็ต้องมานั่งทำเพลงเยอะเหมือนเย็บเสื้อโหลได้เงินเร็วๆ ไม่มีอะไรคืบหน้า ศิลปินไม่มีจะกินก็ไม่มีกำลังใจทำงาน ก็ทำไปวันๆ ให้สยามกับวิทยุมีอะไรไปเปิด ไม่ให้ประเทศไทยมันเงียบแค่นั้น”

“เป็นเรื่องเครียดขึ้นมาทีเดียว” เขาออกตัวพร้อมยิ้มน้อยๆ เมื่อหัวข้อสนทนาชักจะงวดเข้า

ในความสำคัญของดนตรีกับการเป็นผู้กำกับมะเดี่ยวบอกว่ามันมีอิทธิพลกับเขาเป็นอย่างมาก

“เรารู้จักโลกมากขึ้นเพราะฟังคาราบาว เรารู้จักความงามของภาษาเพราะเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน เราซาบซึ้งในสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะดนตรี นี่เป็นกำไรที่เราได้รับมาจากการมีชีวิตอยู่กับดนตรี มันเหมือนกับหนังด้วย มันมีระยะเวลาจังหวะของมันซึ่งไม่ต่างกัน”

ถ้าให้เลือกอธิบายตัวเองว่าเขาเป็นอะไรมากกว่ากันระหว่าง นักดนตรี-นักแต่งเพลง และผู้กำกับฯภาพยนตร์ เขาตอบแบบไม่ลังเลว่าจะเป็น นักดนตรี-นักแต่งเพลง ที่มาได้กำกับฯภาพยนตร์ แบบที่เขาเป็น

“จะให้เลือกอีกกี่ทีก็จะเป็นแบบนี้” เขาสรุป

ที่มาจากหนังสือพิมพ์