Beowulf ขุนศึกต้องคำสาป

Home / วิจารณ์หนัง / Beowulf ขุนศึกต้องคำสาป

จากนิทานเก่าแก่ของวรรณคดีอังกฤษ ที่ประพันธ์ขึ้นในศตวรรษที่ 6 ด้วยรูปแบบโคลงภาษาอังกฤษดั้งเดิมที่มีความยาวถึง 3,000 บรรทัด เนื้อหาว่าด้วยอัศวินผู้กล้า นาม เบวูล์ฟ (จำลองภาพลักษณ์ของนักแสดง เรย์ วินสโตน) นักรบชาวกีทผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาปราบปีศาจร้ายเกรนเดล (คริสปิน โกลเวอร์) ที่ออกไล่เข่นฆ่าผู้คนในอาณาจักรเดนนิชภายใต้การปกครองของกษัตริย์ร็อตการ์ (แอนโธนี ฮอปกินส์) เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตพ่อของเขา และหวังทองคำเป็นรางวัลตอบแทน

คืนวันเลี้ยงฉลองต้อนรับนักรบชาวกีทในหอเมรัยที่ถูกปิดตายมานาน ระหว่างที่แต่ละคนอยู่ในอาการเมามาย ปีศาจเกรนเดลปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมเข่นฆ่าเหล่าทหาร มีเพียง เบวูล์ฟ ที่ได้สติ เข้าต่อสู้กับปีศาจร้ายด้วยสองมือและเรือนร่างเปลือยเปล่า จนสามารถเอาชนะด้วยการตัดแขนปีศาจเกรนเดลมาได้หนึ่งข้าง เบวูล์ฟ ออกตามปีศาจร้ายไปจนถึงถ้ำถิ่นที่อาศัย และได้พบกับอสูรร้ายมารดาของมันที่แปลงกายมาในร่างสาวสวย (แองเจลินา โจลี) ก่อนจะตกหลุมพรางในเสน่ห์อันยั่วยวนของเธอแต่ก็สามารถสยบความวุ่นวายลงได้ในที่สุด…กษัตริย์ร็อตการ์ยินดีปรีดาที่ความสงบสุขกลับคืนมาสู่อาณาจักรอีกครั้ง ทั้งยังปูนบำเหน็จด้วยการมอบจอกทองคำศักดิ์สิทธิ์ล้ำค่าเป็นของกำนัล รวมทั้งยกราชินีเวลโธว์ (โรบิน ไรท์ เพนน์) ให้เป็นมเหสี ที่สำคัญร็อตการ์ยังแต่งตั้งให้ เบวูล์ฟ เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรองค์ต่อไป และจากลาพร้อมกับปริศนาคำสาปของอสูรร้ายมารดาเกรนเดล

เบวูล์ฟ กลายเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์ด้วยอาการฝันร้ายอยู่บ่อยๆ และสู้รบต่อกรกับเหล่าผู้รุกรานอาณาจักรด้วยความกล้าหาญถึงขั้นบ้าบิ่นด้วยเพราะหมดอาลัยตายอยากในชีวิตจากคำสาปอาถรรพณ์ จวบจนกระทั่งวันหนึ่งมังกรร้ายโผล่ออกมาอาละวาดเข่นฆ่าผู้คน สร้างความโกลาหลวุ่นวาย นักบุญประจำเมือง (จอห์น มัลโควิช) ได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะเอ่ยถึงปริศนาบางอย่างก่อนสิ้นใจ…เบวูล์ฟ ออกตามล่ามังกร พร้อมเดินทางกลับไปยังถ้ำอสูรร้ายอีกครั้ง

นี่คือหนังแอนิเมชั่นที่ผู้กำกับ โรเบิร์ต เซเมคคิส นำเทคนิค Performance Capture กลับมาใช้อีกครั้งหลังประสบความสำเร็จจาก The Polar Express(2547) ด้วยการนำอุปกรณ์เซ็นเซอร์หลายสิบชิ้นติดตามร่างกายและใบหน้าของนักแสดงเพื่อบันทึกลีลาท่าทางการเคลื่อนไหว และการแสดงออกทางอารมณ์ผ่านสีหน้า บันทึกลงคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลเพื่อสร้างตัวละครในหนังได้อย่างเสมือนจริง ผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีในการสร้างภาพพิเศษที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ ผลลัพธ์ที่ได้คืองานแอนิเมชั่นที่ให้ความรู้สึกของตัวละครที่มีเลือดเนื้อมีชีวิต ซึ่งแทบไม่ต่างจากหนังไลฟ์แอ็คชั่นที่ใช้คนแสดง และอาจทำให้หลายคนเกิดคำถามตามมาว่า ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ใช้คนจริงๆ แสดงให้มันสิ้นเรื่องสิ้นราวกันไปเลย…
คำตอบก็คือ นอกเหนือจากความเป็นหนังแอนิเมชั่นแล้ว “Beowulf” ยังถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับเทคโนโลยีสามมิติ ซึ่งทุกวันนี้การเติบโตของโรงหนังสามมิติที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างส่อเค้าว่าจะมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นแบบก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบฉายหนังสามมิติ ทั้งเทคนิค “Real D” และ “Dolby Digital 3D” เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้นมีมากกว่า 700 โรงเลยทีเดียว ไม่นับรวมโรงฉาย Imax 3D ที่มีอยู่เกือบร้อยแห่ง (ในเมืองไทย ระบบ Dolby Digital 3D เพิ่งจะเปิดให้บริการที่ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิลด์ ส่วน Imax 3D เปิดให้บริการนานแล้วที่เมเจอร์ รัชโยธิน และที่เพิ่งเปิดได้ไม่นานคือสยามพารากอน) อีกทั้งรายได้เกือบหนึ่งในสามของ “The Polar Express” มาจากการฉายในเวอร์ชั่นหนังสามมิติ และเท่าที่ผ่านมา หนังแอนิเมชั่นหลายๆ เรื่องก็มีการทำ สร้างเพื่อรองรับระบบการฉายในแบบสามมิติไม่ว่าจะเป็น Chicken Little (2548) Monster House (2549) และ Meet the Robinsons เมื่อกลางปี ซึ่งรายได้เป็นกอบเป็นกำส่วนหนึ่งของหนังเหล่านี้ มาจากโรงหนังสามมิติ

“Beowulf” ของผู้กำกับโรเบิร์ต เซเมคคิส น่าจะเป็นหนังแอนิเมชั่นที่หวังเจาะกลุ่มตลาดผู้ใหญ่เสียมากกว่า เพราะหนังให้น้ำหนักของการต่อสู้กับกิเลสตัณหาและความลุ่มหลงในตัวมนุษย์ มากกว่าเรื่องราวความสนุกสนานจากการผจญภัยโลดโผนเหมือนที่ผ่านมา แต่ทว่าฉากการต่อสู้หลายๆ ฉากยังคงออกแบบมาได้น่าตื่นตาตื่นใจ และยิ่งหากชมในระบบสามมิติ หนังก็ทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์เหมือนกับนำเราเข้าไปอยู่ร่วมในเหตุการณ์ ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการรุกคืบของตลาดหนังสามมิติที่ไม่จำเพาะเจาะจงเด็กๆ อีกต่อไป และถึงแม้จะดูหนังเรื่องนี้ในเวอร์ชั่นปกติตามโรงทั่วไป อรรถรสที่ได้ก็ไม่ขาดหาย โดยเฉพาะประเด็นสำคัญในหนังที่เล่าผ่านขุนศึก เบวูล์ฟ แม้จะเป็นผู้โค่นอสูรลงได้ หากแต่อสูรกายในจิตใจของเขานั้นกลับดุร้ายและแข็งแกร่งยากที่จะเอาชนะคะคานได้โดยง่าย นอกจากนี้หนังยังปอกเปลือกสัจธรรมชีวิตได้อย่างถึงแก่น เมื่อฉากสุดท้ายตัวละครได้เผชิญหน้ากับผลกรรมของตัณหาที่ตัวเองก่อไว้อย่างเศร้าสลด

นี่คือหนังแอนิเมชั่นที่อาจดูเคร่งเครียดจริงจัง แต่ก็เป็นเรื่องสนุกไปอีกแบบสำหรับผู้ใหญ่

ที่มาจากหนังสือพิมพ์