เจงกิจข่าน มหากาพย์ของ มนุษย์ ผู้พิชิต

Home / วิจารณ์หนัง / เจงกิจข่าน มหากาพย์ของ มนุษย์ ผู้พิชิต

Film
นางสาวรื่นรมย์


Genghis Khan: To the Ends of the Earth and Sea เป็นหนังแนวมหากาพย์เล่าเรื่องราวของ ‘เจงกิสข่าน’ ตั้งแต่เขาเป็นเด็กชายชนเผ่าจนก้าวมาเป็นจักรพรรดิแห่งชาติมองโกล ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 สร้างโดยสตูดิโอ Shochiku และทีมงานสร้างของญี่ปุ่นทั้งหมด โปรเจคนี้ดัดแปลงจากนิยายอิงประวัติศาสตร์สองเรื่องคือ Chi hate umi tsukiru made: sh?setsu Chingisu H?n (ue) และ Chi hate umi tsukiru made: sh?setsu Chingisu H?n เขียนโดย ไซอิฉิ โมริมูระ ดัดแปลงบทโดย ทาเคฮิโร นากาจิมะ และ โชอิฉิ มารุยามะ

ทากาชิ โซริมากิ พระเอกยอดนิยมจากซีรีส์ The Beach Boys และ GTO รับบทเตมูจินและเจงกิสข่าน ร่วมด้วย เคนอิฉิ มัตสึยามะ ในบทลูกชายของเขา

ภาพจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของมองโกล ผ่านเลนส์ของทีมผู้สร้างชาวญี่ปุ่น มีความเป็นมนุษย์สามัญค่อนข้างสูง ผู้กำกับ ‘ชินอิจิโร่ ซาวาอิ’ สอดแทรกอารมณ์ขันแบบตลกร้ายไว้กับความรันทดของสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมชนเผ่าสมัยก่อน หนังผสานเรื่องราววีรกรรม ความเยี่ยมยุทธ์ในเชิงรบ เข้ากับด้านมืดของความแกร่งกร้าว ซึ่งประเด็นหลัง หนังเจาะเข้าไปในใจกลางหน่วยครอบครัวของเตมูจิน ที่มีแม่ของเขาเป็นผู้นำสูงสุดและมีอิทธิพลต่อความคิดความรู้สึกของเตมูจินอย่างมาก

ในสนามรบเขาเป็นผู้นำไม่หวั่นเกรงสิ่งใด แต่เมื่อกลับมาอยู่ในครอบครัว เตมูจิน กลายเป็นเพียง ‘ลูกชาย’ ของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เป็น ‘เหยื่อ’ (หนังใช้คำนี้อย่างชัดเจน) ของสงครามระหว่างเผ่า ลูกชายที่หวั่นไหวว่าตัวเองจะไม่ใช่สายเลือดที่แท้จริงของหัวหน้าเผ่า แต่เป็นเพียงลูกติดท้องของศัตรูเท่านั้นเอง

เมื่อเตมูจินเป็นสามีเขาต้องเผชิญกับการถูกแย่งชิง ‘ผู้หญิงของเขา’ และท้ายที่สุดเขาต้องเป็น ‘พ่อ’ ที่สงสัยว่าลูกชายที่เกิดมาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาจริงหรือเป็นผลพวงของการล้างแค้นจากศัตรูกันแน่ วงจร (ชีวิต) เก่าวนกลับมาให้เตมูจินได้เรียนรู้และคลี่คลายปมภายในใจ ก่อนจะเติบโตเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว

เจงกิสข่านฉบับนี้ จึงเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ความมุ่งมั่นใฝ่ฝันและความจริงจังของเขาต่างหาก ที่นำพาเจงกิสข่านไปสู่ความยิ่งใหญ่ให้โลกจารึก (ฟังดูแล้วคุ้นๆ ไหม) ซึ่งจะว่าไปรัฐชาติมองโกลรวมเป็นปึกแผ่นได้ คงไม่ต่างจากเส้นทางการสร้าง ‘หอคอยโตเกียว’ สักเท่าไร เพียงแต่พื้นที่ เวลา วิธีการและขนาดต่างกันเท่านั้นเอง

แม้ว่าบทสนทนาด้วยภาษาและบุคลิกลักษณะที่โดดเด่นของคนญี่ปุ่น จะทำให้ผู้ชมรู้สึกติดขัดกับการเล่าเรื่องอิงประวัติศาสตร์มองโกลอยู่บ้าง แต่งานสร้างที่ได้รับความร่วมมือ รู้เห็นเป็นใจสุดตัวจากทางการมองโกเลีย เพื่อให้เป็นโปรเจคพิเศษในวาระฉลองรัฐชาติครบ 800 ปี (นับจากวันที่เจงกิสข่าน สถาปนาชาติ มองโกเลีย) ทั้งการเปิดประเทศให้ทีมผู้สร้างเข้าไปถ่ายทำ และการให้ยืมตัวทหารเป็นกองทัพมาร่วมเป็น ‘ตัวประกอบ’ ในฉากรบครั้งใหญ่ (ข้อมูลบอกว่าใช้ตัวประกอบคนเป็นๆ ถึง 27,000 คน) น่าจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมา (หวังว่า) เป็นการโปรโมทประเทศ

จากภาพพานอรามิก ‘ที่ราบมองโกเลีย’ มุมมองที่เห็นชนเผ่าและภาพของจักรพรรดิยืนทาบแผ่นฟ้า ท้าดวงตะวัน ความสวยงามของพื้นที่ ไหล่เขาเหลื่อมซ้อนอยู่ตรงเส้นขอบฟ้า ทุ่งหญ้าสีทอง กับผืนฟ้าสีคราม กระตุ้นความคิดของคนต่างถิ่นอยากไปเยือนได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

รวมถึงฉากสำคัญในการสถาปนา ‘จักรพรรดิ’ หนังได้รวบรวม ‘ประเพณีมองโกล’ ดั้งเดิมไว้ให้เห็นเป็นไคลแมกซ์ แบบไม่พร่ำเพรื่อ หรือกระทั่งการฝึกฝนยิงธนู ที่เป็นจุดขายของการท่องเที่ยวมองโกเลีย ก็มีให้เห็นเป็นที่น่าปลื้มด้วย

โดยภาพรวมแล้ว หนังลงตัวในส่วนผสมหลายอย่าง รวมถึงบทสรุปแบบสูงสุดสู่สามัญ จากการที่ ‘หนัง’ มองเส้นทางของมนุษย์คนหนึ่ง ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ครองอาณาจักร มากกว่าจะเป็นการสร้างภาพอย่างเทิดทูนและเน้นความยิ่งใหญ่เพียบพร้อมบารมี จนแทบแยกไม่ออกว่าตัวตนผู้ยิ่งใหญ่เป็นแค่ ‘ตำนาน’ แห่งมายาคติ หรือเป็น ‘ผลการกระทำ’ ของคนจริงๆ กันแน่ และแตกต่างจากมหากาพย์มหาบุรุษเรื่องอื่นตรงที่หนังเชิดชูเพศหญิงอย่างไม่เก็บงำ จากการย้อนไปถึง ‘ที่มา’ ของหญิงสาวผู้ให้กำเนิดเตมูจิน และการให้ ‘ตัวละครแม่’ เป็นผู้เล่า (narrator) เรื่องราวนี้ด้วย

หมายเหตุ : Genghis Khan ฉายรอบปฐมทัศน์เปิดเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ปี 2007 และจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ปกติในสัปดาห์หน้า

ที่มา เสาร์สวัสดี