1 Litre of Tears น้ำตาหนึ่งลิตร เราหรือคือมนุษย์ที่แท้

Home / วิจารณ์หนัง / 1 Litre of Tears น้ำตาหนึ่งลิตร เราหรือคือมนุษย์ที่แท้

น้ำตาหนึ่งลิตรที่ว่านี้ อาจเป็นปริมาณน้ำตาของตัวละครในภาพยนตร์ชุดญี่ปุ่นซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญ ทั้งเป็นปริมาณน้ำตาของผู้ชมภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนั้น ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษที่แปลจากญี่ปุ่นตรงตัวว่า – วัน ลิตร ออฟ เทียร์-

ไม่น้อยคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อภาพยนตร์ชุดนี้ เป็นเพราะยังไม่ได้นำมาแพร่ภาพทางจอโทรทัศน์ เป็นแต่รู้จักกันจากเว็บในคอมพิวเตอร์ พูดกันปากต่อปาก กระทั่งมีการนำมาสั่งซื้อขายให้ชมกันจนแพร่หลาย

เป็นดีวีดีเสียงในฟิล์มภาษาญี่ปุ่น บรรยายไทยอย่างได้รสชาติ หกแผ่นสิบสองตอน ประกันว่าเสียน้ำตาได้เป็นลิตรอย่างชื่อ

ที่น่าสนใจก็คือ เป็นการสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง ของเด็กหญิงวัย 15 ปี ซึ่งเป็นโรคก้านสมองเสื่อม ทำให้ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อการเคลื่อนไหว เดินเซวนเซ หกล้ม สายตากะระยะผิด จากนั้นเริ่มพูดไม่เป็นคำ จนพูดไม่ได้ กลืนอาหารไม่สะดวก สำลัก เดินไม่ได้จนต้องนอนแบบอยู่กับที่

เป็นโรคที่ยังหาสาเหตุไม่พบ และแก้ไขรักษาให้หายไม่ได้ เกิดขึ้นได้กับเด็กตั้งแต่ไม่ถึงสิบขวบ หรือผู้ใหญ่ทุกวัย

เรื่องอย่างนี้ทำให้เป็นหนังน่าดูได้อย่างไร

เรื่องน่าเศร้าสลดใจที่ดูแล้วต้องเสียน้ำตาเป็นเผาเต่า จะทำเป็นหนังเรียกความสนใจได้สักขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน ที่คนส่วนมากอยากหนีความทุกข์ในการดำเนินชีวิตที่ยากลำบากหรือแร้นแค้นไปสักชั่วโมงสองชั่วโมง ด้วยหนังตลกสนุกสนานเฮฮา บู๊ดุเดือด หรือรักซาบซึ้งประทับใจ ยิ่งกว่าจะนั่งโทมนัสกับเรื่องและตัวละคร ซึ่งในหลายกรณี ผู้ชมอาจจะกำลังทุกข์หนักหนากว่า

แต่นั่นก็คือความจริงของชีวิตที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะมองในมุมไหน

ก่อนหน้าที่ฮอลลีวู้ดจะครองตลาดภาพยนตร์ สามสิบถึงสี่ห้าสิบปีก่อน หนังอินเดียครองใจผู้ชมบ้านเราอย่างมาก ทั้งที่เนื้อหาส่วนใหญ่โศกซึ้งรันทดใจ ก่อนจะจบลงกับคุณความดีที่ชนะทุกผองภัยในที่สุด

เป็นที่รู้กันในยุคสมัยนั้นว่า ไปดูหนังอินเดียต้องพกผ้าเช็ดหน้าไปด้วย เรียกว่าซับน้ำตากันแทบจะบิดผ้าได้ทีเดียว
 
และผลที่ตามมาแทบจะคาดไม่ถึง หนังดีๆ มักมีแง่คิดหรือการต่อสู้ชีวิต ชนิดสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมไม่น้อยได้อย่าง

ไม่น่าเชื่อ และหนังเสียน้ำตาหลายต่อหลายเรื่อง มีความงามที่อยู่ในความทรงจำของผู้ชมอย่างไม่มีวันลืมเลือน

– เอริกะ ซาวาจิริ- ดาราสาววัยรุ่นซึ่งเคยมีหนังเข้ามาให้ชม เป็นที่รู้จัก หลายคนดึงรูปเธอจากเว็บเข้ามาเก็บ หรือใช้หน้าตายิ้มแย้มซึ่งมีฟันเขี้ยวข้างหนึ่ง เป็นหน้าตาประจำอยู่บนพื้นจอคอมพิวเตอร์ แสดงเป็น – อิเคอุจิ อายะ- พี่สาวของ – อักโกะ- ลูกสาวคนรองนักวาดเขียน ที่ขัดใจกับการเป็นคนเก่งคนโปรดของครอบครัวของพี่สาว – ฮิโรกิ- น้องชายนักฟุตบอลและ – ริกะ- น้องสาวทารกคนสุดท้อง

ในครอบครัวที่พ่อ – มิโซ- คนเอะอะมะเทิ่งเฮๆ ฮาๆ เป็นคนขายเต้าหู้หลังจากลองโน่นลองนี่มาหลายอาชีพ – ชิโอกะ- แม่ซึ่งเป็นนักสาธารณสุขของรัฐ คอยดูแลอาหารการกินและความเป็นอยู่ของครอบครัว กับผู้คนในเขตรับผิดชอบอย่างตั้งใจ

อยู่ๆ อายะนักบาสเกตบอลซึ่งสดใสร่าเริง เรียนเก่ง ค่อยๆปรากฏอาการของโรคขึ้นมา กว่าแม่จะยอมรับได้ก็หลังจากพยายามหาหมอให้แน่ใจมาหลายคน ก่อนจะบอกสามีให้รู้ในที่สุด

สองสามีภรรยายังไม่อยากให้ลูกรู้ ขณะซึ่งหมออายุรเวชด้านประสาทอยากให้บอกคนไข้ให้เร็วที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมรับการรักษา และเตรียมใจสำหรับอนาคต อายะก็เริ่มมีความรักกับรุ่นพี่นักบาสเกตบอล

แต่เมื่ออาการทรุดหนักลงเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ปัญหาก็เกิดกับการเตรียมตัวเตรียมใจของเด็กสาววัยแรกผลิ ที่ชีวิตเพิ่งเบ่งบาน เพื่อนนักเรียนสังเกตความเปลี่ยนแปลง ครอบครัวก็ได้รับผลสะท้อน คนในครอบครัวเองก็ต้องปรับตัว ทั้งต่อพ่อแม่ลูกด้วยกันเอง และรับมือกับสายตาภายนอก

พ่อแม่ที่ต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อให้ลูกวางใจ ขณะที่ภายในพังทลาย ลูกๆ ก็ต้องพยายามเพื่อพ่อแม่และครอบครัว ขณะภายในไม่แตกต่างจากกันเท่าไหร่
 
เธอและครอบครัวของเธอ จะฝ่าฟันสภาวะที่เกิดขึ้นเช่นนี้ไปได้อย่างไร

เนื้อหาเช่นนี้ รายละเอียดที่สามารถทำให้กินใจได้มากลักษณะนี้ น้ำตาไม่ไหลหลั่งพรั่งพรูออกมาเป็นลิตรหรือ

แต่เนื้อหาที่เล่าได้ง่ายๆ ตรงๆ เช่นนี้ หากเล่าด้วยภาพออกมาอย่างซื่อๆ ก็คงมีแต่ความกำสรดรันทด ไม่เป็นภาพยนตร์ที่ชวนติดตามได้ บทภาพยนตร์จึงต้องทั้งสร้างความน่าสนใจให้ติดตาม ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีจุดดึงดูด มีจังหวะรายละเอียดภาพที่สร้างความรู้สึก และรักษาดุลของเนื้อหาไม่ให้กลายเป็นหนังที่ดูแล้วเศร้าหมองโลกนี้ไม่น่าอยู่ จนเลิกดูหนังดีกว่าไปได้

นอกจากบทที่วางตัวละครให้สอดรับกับเหตุการณ์และตัวบุคคลอย่างกลมกลืนแล้ว การลำดับภาพอย่างมีฝีมือ จึงเป็นจุดเด่นของหนังชุดนี้ ที่ทำให้การแสดงอย่างน่าชมของตัวละครทุกตัว โดดเด่นออกมา

หนังเริ่มด้วยการบอกเล่าอาการของลูกสาวให้แม่ฟัง ประกอบกับภาพเอ็กซเรย์สมอง การบอกอาการแต่ละประโยค ตัดไปสู่ภาพที่เกิดขึ้นกับเด็กสาวแต่ละตอน เดินซวนเซ คำถามของแม่ ความรู้สึกของแม่ เพียงไม่กี่นาทีที่เริ่มเรื่อง ผู้ชมก็ถูกบีบคั้นจนบ่อน้ำตาตื้นขึ้นมาเสียแล้ว

วันที่อายะไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมฯมีชื่อ ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย เธออ่อนเพลียจนนั่งรถประจำทางเลยป้าย ทำให้ต้องวิ่งกลับมาให้ทันเวลา ขณะที่เด็กชายวัยรุ่นอีกคน – อารุโตะ ฮาโซ- กำลังลังเลอยู่ระหว่างทางว่าจะไม่เข้าสอบ

เด็กชายคนนั้น ซึ่งถูกกดดันจากครอบครัวที่พ่อเป็นหมอมีชื่อ และพี่ชายคนโตที่พ่อคาดหวังว่าจะเติบโตตามรอย เสียชีวิตจากอุบัติเหตุอันปวดร้าว ทำให้ภาระมาตกบนบ่าตัวเองอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ และสงสัยในความรักที่พ่อมีกับตน

การหกล้มของอายะเป็นผลให้เด็กหนุ่มต้องปั่นจักรยานไปส่ง และต้องเข้าสอบด้วยอย่างตกกระไดพลอยโจน

ครอบครัวที่สนิทสนมกลมเกลียวกันของอายะ กับครอบครัวที่เข้มงวดเย็นชาของฮารุโตะเป็นภาพเปรียบ ให้เห็นว่าครอบครัวญี่ปุ่นเล็กๆ ในบ้านช่องเล็กๆที่อยู่กัน 6 คน ช่วยกันทำมาหากินอย่างไร เด็กๆ ต้องมีหน้าที่ช่วยเหลือครอบครัวเท่าที่ทำได้แบบไหน เมื่อเทียบกับครอบครัวหมอซึ่งร่ำรวยมีฐานะกว่า

บทหนังให้ฮารุโตะเข้ามาในชีวิตของอายะอย่างมีจังหวะ สร้างคำถามและคำตอบต่อชีวิตกันและกันอย่างมีจุดประสงค์

ระหว่างที่พ่อกับแม่ยังอ้ำๆ อึ้งๆ อายะก็พบกับเด็กทารกวัยเดียวกับน้องสาว ที่พ่อป่วยเป็นโรคเดียวกันในโรงพยาบาล ความไร้เดียงสาของเด็กกับพ่อซึ่งพูดไม่ได้ ที่นอนอยู่กับเตียง เป็นดุลของอารมณ์ตัวละครและผู้ชมอีกทางหนึ่ง ไม่เทไปทางสิ้นหวังทางเดียว

หนังยังให้ภาพและความคิดทางสังคม ไม่เฉพาะเพียงสังคมญี่ปุ่น เราจะได้เห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่ต้องดูแลประชาชนในเขตรับผิดชอบอย่างจริงจัง เราจะเห็นว่าสังคมที่เจริญแล้ว เขาดูแลพลเมืองตั้งผู้ใหญ่ลงไปถึงเด็กอย่างไร เมื่อเทียบกับบ้านเมืองซึ่งการเมืองยังเหลวไหลเละเทะ

แม้แต่การขอบัตรประจำตัวคนพิการให้ลูก พ่อก็ยังไม่ยอมที่จะเป็น – กาฝากบ้านเมือง- ที่จะเกาะกินเงินของรัฐ เป็นความคิดที่คนบ้านเมืองอย่างเราๆ คงคิดไม่ออก

เราจะเห็นการทำงานของหมอ ตัวละครที่โดดเด่นอีกตัว และนักกายภาพบำบัดที่มุ่งมั่นกับงานอย่างเปี่ยมสำนึก

แม้ตัวเนื้อหนังจะเต็มไปด้วยริ้วรอยบาดแผลของชีวิต แต่อารมณ์หนังเต็มตื้นอิ่มเอมด้วยความรัก แม้ตัวละครจะถูกกระทำจากโชคชะตาอย่างโหดร้าย แต่ความรู้สึกของตัวละครแต่ละตัวเข้มแข็ง เบิกบานกับชีวิต แม้สายตาจากอีกฟากถนนจะเมินเฉย ไม่อยากเกี่ยวข้อง แต่ยังมีสายตาอีกมากมายหลายคู่ ที่อบอุ่นจริงใจ พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือโอบอุ้ม

อย่างไรคือมนุษย์ที่จริงแท้

มนุษย์ที่จริงแท้คือมนุษย์ซึ่งเปล่งศักยภาพอันเป็นคุณสมบัติส่วนดีของมนุษย์ออกมาได้เต็มที่ ขณะควบคุมคุณสมบัติส่วนด้อยไว้ได้

หนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่แสดงศักยภาพส่วนดีของมนุษย์ออกมาได้อย่างน่าชื่นชม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์