The Warlords ความเป็นคนกับอำนาจและลาภยศ

Home / วิจารณ์หนัง / The Warlords ความเป็นคนกับอำนาจและลาภยศ

Film to watch
Kangaroo


อำนาจทำให้คนเปลี่ยนไป

ประโยคนี้แล่นผ่านความคิดผม หลังจากชม The Warlords ภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่แห่งปีที่รวมสุดยอดซูเปอร์สตาร์เอเชียไม่ว่าจะเป็น เจท ลี หลิวเต๋อหัว ทาเคชิ คาเนชิโร่ และซูจิงเล่ย ที่สร้างจากฝีมือการกำกับของปีเตอร์ ชาน ผู้กำกับจากภาพยนตร์รักยอดเยี่ยม เถียนมีมี่ และครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้กำกับหนังในแนวแอ๊คชั่น

หลังจากที่ภาพยนตร์จบลง ผมหันไปมองหน้ากับน้องชายแล้วยิ้ม นึกในใจว่าเราโชคดีกว่าพี่น้องร่วมสาบานในหนังเรื่องนี้มาก ที่ไม่มีพี่น้องคนไหนในบ้านทะเยอทะยาน แย่งคนรักและอยากเป็นใหญ่โดยไม่ฟังเสียงใคร

ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อมีอำนาจอยู่ในมือ ศรัทธาหรือความรักที่มีให้ระหว่างกันก็ลดลงจนแทบจะเป็นศูนย์ เจท ลี กับบทบาทพี่ใหญ่ที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตนเองต้องการ ไม่เว้นแม้กระทั่งการแย่งชิงคนรักของพี่น้องร่วมสาบาน หนังเปิดเรื่องด้วยการรอดชีวิตของหม่าซิงอี่ แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่แกล้งตายระหว่างสงคราม ซึ่งถ้าเป็นชนชาตินักรบแล้ว การกระทำเช่นนี้ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ไร้เกียรติยศอย่างยิ่ง

ตลอดทั้งเรื่อง ผู้กำกับสร้างความเคลือบแคลงสงสัยให้กับตัวละครทั้งสามตั้งแต่สาบานตนเป็นพี่น้องกัน ทุกครั้งที่ทั้งสามคนสนทนากัน มันเต็มไปด้วยความอึดอัดและลุ้นจนตัวโก่ง กว่าที่ตัวละครอีกคนจะกล่าวต่อ ทำให้คนดูรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลตั้งแต่แรกเริ่ม แต่หนังก็ยังวางบทให้ตัวละครไม่เป็นผู้ร้ายจนเกินไป ทั้งจากคำพูด การกระทำและน้ำตา

ถึงแม้ว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นหนังที่มีฉากสงครามเป็นฉากใหญ่ แต่ผู้กำกับก็ไม่ได้ต้องการสนับสนุนความรุนแรงเลยแม้แต่น้อย เพราะหนังสะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายของสงครามที่ต้องมาสูญเสียคนที่ตนเองรัก ถึงแม้คนนั้นจะเป็นผู้ชนะก็ตาม เพราะจะแพ้หรือชนะ สงครามก็แลกมาด้วยเลือดเนื้อนั่นเอง เห็นได้จาก ฉากที่จังเหวินเฉียง(ทาเคชิ คาเนชิโร่) นำเงินที่ได้การรบชนะมาแจกจ่ายให้กับประชาชน พอมาถึงบ้านของหญิงชราคนหนึ่ง ก็วางเงินและทรัพย์สมบัติของทหารหาญผู้กล้าที่เสียสละชีวิตในสนามรบ น้ำตาของผู้เป็นแม่ไหลอาบสองแก้ม นิ้วมือลูบคลำรองเท้าของผู้เป็นลูก ปากสั่นเครือเอ่ยร่ำร้องถึงลูกตัวเองอย่างสุดเสียใจ

ผู้กำกับยังเล่าเรื่องด้วยวิธีการของเขาอย่างแนบเนียน จากที่เคยกำกับหนังรักที่มีซีนอารมณ์เป็นทีเด็ดของเรื่อง แต่เมื่อเรื่องนี้ซีนใหญ่เป็นฉากสนามรบที่ทั้งสามร่วมรบกันอย่างแข็งกล้า ด้วยกองทัพทหารเพียงน้อยนิดแต่จำต้องเอาชนะทหารจำนวนมากกว่าหลายเท่า รายละเอียดแต่ละขั้นแต่ละตอนปีเตอร์ ชานก็ยังสอดแทรกความเป็นดราม่าลงไปได้อย่างลงตัว

เฉาอี้หู(หลิวเต๋อหัว) เปรียบเสมือนตัวแทนของความซื่อสัตย์ต่อคำพูด เขาไม่สนใจการรบว่าจะชนะหรือแพ้ เพียงแต่เกิดเป็นคนต้องรักษาคำพูดและมีน้ำใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผ่านมาถึงคนดูให้ได้เก็บกลับไปคิดว่าหากแต่ทุกคนมองเพียงแค่ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ไม่มีการแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ

ประโยคท้ายๆ ของหนัง ที่ผู้นำเฒ่าทั้งสามคนนั่งพูดคุยและจิบน้ำชากันที่ริมระเบียงว่า  หากขาดเสาหลักไปเพียงเสาเดียว บ้านย่อมไม่เป็นบ้านเป็นแน่ เช่นเดียวกัน ทั้งสามคนเคยรบชนะศัตรูได้ก็เพราะร่วมแรงร่วมใจกัน ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ผ่านสงครามร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากว่าสิบปี แต่ด้วยความต้องการอำนาจและผู้หญิงของคนเพียงคนเดียว ก็ทำให้ทุกอย่างพังทลายลงไป และเป็นเหตุให้พี่น้องร่วมสาบานต้องหักหาญน้ำใจกัน

หนังยังแอบทิ้งให้ผู้คนได้คิดต่อถึงการกระทำของพี่ใหญ่อย่างหม่าซิงอี่ (เจ็ท ลี) ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ ที่ไปหลงรักอาเหลียน(ซูจิงเล่ย) ทั้งที่เธอเป็นคนรักของเฉาอี้หู พี่น้องร่วมสาบานของตน

จะคิดทำการใหญ่ก็ต้องมีผู้เสียสละ แต่การที่เราจะได้ลาภยศ แล้วต้องใช้เลือดเนื้อและชีวิตของผู้อื่น อย่างนั้นคงไม่ถูกต้อง จริงอยู่ที่สงครามย่อมต้องมีการสูญเสีย แต่หากสิ่งที่สูญเสียจากสงครามไม่ใช่แค่ชีวิต แต่คือความเป็นคนล่ะ

ถ้าเป็นคุณ ระหว่างความเป็นคนกับอำนาจและลาภยศ คุณจะเลือกอะไร?

ที่มา Mix Magazine