Atonement:ตราบาปอันตราตรึง

Home / วิจารณ์หนัง / Atonement:ตราบาปอันตราตรึง

แป้งร่ำ


ชื่อของหนังดราม่า-โรแมนซ์ที่ให้อารมณ์แบบผู้ดีอังกฤษแท้ๆ อย่าง Atonement กำลังหอมหวนท้าทายคอหนังให้ตีตั๋วเข้าไปชม

เพราะรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 65 Atonement กลายเป็นตัวเต็งที่มาแรงที่สุด โดยเข้าชิงในสาขาใหญ่ๆ ทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับฯยอดเยี่ยม (โจ ไรท์), ดารานำชาย (เจมส์ แมคอะวอย), ดารานำหญิง (เคียร่า ไนท์ลี่), ดาราสมทบหญิง (เซียร์ซา โรแนน), บทภาพยนตร์ และดนตรีประกอบ

และแม้ว่าผลจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าอย่างน้อยรางวัลหลักๆ ก็น่าจะปลิวเข้ามือหนังเรื่องนี้แน่นอน

มั่นใจขนาดนี้ ก็เพราะแม้จะผ่านพ้นมาหลายวันแล้ว แต่ Atonement ยังคงตราตรึงในความรู้สึกอยู่ร่ำไป หยิบยกมาคิดถึงเมื่อไร ก็จะพบแง่งามให้สะท้อนใจเมื่อนั้น

ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้กับต้นทุนที่ล้ำค่า เพราะตัวตนแรกเริ่มของ Atonement คือนิยายที่คอหนังสือทั่วโลกไม่ควรพลาด ผลงานของ Ian McEwan อย่างน้อยเสียงโหวตจากคนอ่านให้เป็น People”s Booker Prize 2001 ก็การันตีคุณภาพได้อย่างแน่นอน

เรื่องราวเปิดฉากขึ้นในปี 1395 ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ไบรโอนี่ น้องนุชในครอบครัวชั้นสูงชาวอังกฤษวัย 13 ปีที่อ่อนไหวช่างคิด และใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเขียน ได้แอบเห็นซิซีเลีย(เคียร่า ไนท์ลี่) พี่สาวของเธอ กับร็อบบี้ (เจมส์ แมคอะวอย) ลูกชายของแม่บ้านที่กำลังเรียนหมอทะเลาะกัน

ด้วยวัยที่แยกแยะระหว่างจินตนาการกับความจริงได้ลำบาก ความมั่นใจของไบรโอนี่ก็ได้ก่อเกิดบาปจากความไร้เดียงสาขึ้น และบาปที่เกิดนั้นนอกจากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครหลายคนแล้ว ก็ยังตามหลอกหลอนเธอจนลมหายใจสุดท้าย

ต้องปรบมือให้กับทีมเขียนบทที่สามารถเก็บรสชาติที่ทั้งละมุนและขื่นขมของนิยายได้อย่างละเอียด ไม่เหมือนหนังไทยละครไทยบางเรื่องที่ดัด แปลงบทประพันธ์ซะคอหนังสือแทบร้องไห้ แต่นี่ทั้งผูกเรื่องได้อย่างน่าติดตาม โยกย้ายอารมณ์ระหว่างตัวละครได้อย่างละเอียดอ่อน เป็นนิยายซ้อนนิยายที่กลวิธีการเล่าเรื่อง บอกได้คำเดียวว่าสุดยอด พลิกผันไปมาตลอดเวลาราวกับหนังสืบสวนสอบสวน ทั้งที่เป็นหนังโรแมนติค-ดราม่าแท้ๆ

Atonement ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบซ้ำซ้อน ซึ่งทั้ง 2 ครั้งแม้จะเป็นเหตุการณ์เดียว แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือมุมมอง เพราะเหตุการณ์หนึ่งมองด้วยมุมของผู้ประสบ ในขณะที่อีกเหตุการณ์มองจากสายตาของคนนอก ที่ตัดสินทุกอย่างตามสิ่งที่เห็น ฉากที่ลานน้ำพุและในห้องสมุดจะเห็นชัดมากถึงความขัดแย้งของ 2 มุมมอง ยิ่งประกอบกับเสียงแป้นพิมพ์ดีดแบบเก่าที่ดังกระแทกตั้งแต่เปิดเรื่อง จนกลายเป็นทำนองเพลงที่แทรกอยู่ในเรื่องราว ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าที่เล่าๆ อยู่นี้ คือมุมมองของใคร

แต่ที่ประทับใจสุดสุดกลับไม่ใช่การสูญเสียห้วงรัก แต่เป็นความสูญเสียของชีวิต เพราะเรื่องที่เล่าผ่านภาพที่เศร้าหมอง ยิ่งทำให้จมดิ่งต่อการรับรู้ถึงความหดหู่ หมดหวัง โดยเฉพาะช่วงที่ร็อบบี้ไปรบ ซึ่งแทบจะไม่เห็นการฆ่าฟันตามแบบฉบับของสงครามเลย แต่ความเศร้ากลับกินลึกในใจ

ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พยายามหาทางไปดันเคิร์ก แล้วพบเจอศพเด็กผู้หญิงอยู่เกลื่อนเนิน ยืนยันเลยว่าไม่มีเลือดสักหยด แต่ทำเอาอึ้งกว่าเลือดท่วมอีก และที่ยังคงจำถึงวันนี้คือ การถ่ายทำยาวแบบช็อตเดียวช่วงที่รอเรือมารับกลับอังกฤษที่ชายหาดของฝรั่งเศส ซึ่งเต็มไปด้วยทหารนับแสนๆ ไม่ต้องพูดอะไรสักคำ แค่กล้องคอยติดตามร็อบบี้ที่เดินไปท่ามกลางทหารที่ทั้งหิวโหย บาดเจ็บ หมดกำลังใจ ต้องยิงม้าเพราะความอดอยาก แย่งน้ำดื่มที่มีเพียงหยดเดียว บ้างก็ร้องเพลงปลุกใจและสวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็เดินไปดูหนังที่กำลังฉายฉากรัก ก่อนที่จะหาพื้นที่เล็กๆ ซุกตัวนอน พร้อมทอดตาไปยังชิงช้าสวรรค์ที่อยู่ไกลลิบ และมีความหวังเพียงหนึ่งเดียวคือ พรุ่งนี้จะได้กลับบ้าน แค่นี้ก็มากเกินบทบรรยายนับพันแล้ว

และเมื่อประกอบกับส่วนอื่นๆ ทั้งการกำกับฯของโจ ไรท์ หลังจากที่เคยครองใจคอหนังมาแล้วจาก Pride & Prejudice ฝีมือการแสดงของเคียร่า และฝีมือของผู้รับบทไบรโอนี่ในทุกช่วงวัย ซึ่งทำให้รู้สึกทั้งหมั่นไส้ สงสาร และสมเพชผสมปนเปกันแล้ว รวมถึงบรรยากาศอังกฤษแบบย้อนยุคที่ดูแล้วก็ต้องอุทานว่าแหม ช่างสรรหาเสียจริงๆ นะ ก็ยิ่งขับให้ Atonement โดดเด่นน่าจับตา

ความแยบยลและสะเทือนอารมณ์ทั้งหมด เลยทำให้ตั้งหน้าตั้งตาดูอย่างจมดิ่งในเรื่องราว จนเครดิตขอบคุณขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ติดตรึงใจอย่างทรงพลังเสียจริงๆ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์