อันเนื่องมาจาก I Am Legend

Home / วิจารณ์หนัง / อันเนื่องมาจาก I Am Legend

โดยผิวเผิน “I Am Legend” อาจเป็นหนังที่ดึงดูดความสนใจผู้ชมด้วยเทคนิคพิเศษด้านภาพ และองค์ประกอบแวดล้อมที่ชวนให้รู้สึกว่า มันน่าจะเป็นหนังแอ๊คชั่นสุดมันส์ มีเหล่าซอมบี้ออกมาให้พระเอกโคตรเก่งฆ่าทิ้งแบบสิบรุมหนึ่ง หรืออะไรก็ตามที่หนุ่มๆ (สาวๆ ด้วยก็ได้) บ้าพลังชื่นชอบกัน

ทว่าโดยลึกซึ้ง หนังคงไม่ได้มุ่งจะพาผู้ชมไปเพลิดเพลินกับเปลือกนอกเหล่านั้นสักเท่าไร่ หากคล้ายจะหมายจูงเราดิ่งลึกเข้าไปสำรวจภายในแห่งความเป็นมนุษย์เสียมากกว่า

หนังเล่าถึง โรเบิร์ต เนวิลล์ “(วิล สมิธ)” หนึ่งในผู้รอดชีวิตเพียงน้อยนิด ท่ามกลางเหยื่ออื่นๆ ที่เจอโรคระบาดจนกลายพันธุ์เป็นอมนุษย์กันไปหมด

แม้จะอยู่ในยุคสมัยใหม่ แต่เนวิลล์กลับต้องดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์เหมือนในอดีต เพราะไม่มีพ่อค้าหน้าไหนหลงเหลือขายเนื้อให้เขาบริโภค ขณะที่อาหารกระป๋องที่มีอยู่ก็แสนจะฝืดลิ้นสิ้นดี

ในตอนนี้ หนังได้พาเราไปรู้จักกับสัญชาตญาณดั้งเดิมของมนุษย์ ที่มีความอิ่มท้องเป็นปรารถนาเบื้องต้น มนุษย์สมัยก่อนก็ไม่ต่างจาก

สัตว์ (ในเรื่องมีสิงโตมาเป็นตัวเปรียบ) พวกเขาล่าเพื่อเป็นอาหาร พอท้องอิ่มก็ค่อยเริ่มล่าเป็นเกมกีฬา พูดง่ายๆ ว่าหายหิวถึงมีแก่ใจนึกสร้างสรรค์อารยะ

อาจดูไม่แตกต่าง เพราะผู้คนในยุคสมัยใหม่ ก็คล้ายจะไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอ กล่าวคือแทนที่จะสนใจสร้างสรรค์งานศิลปะ กลับมัววุ่นวายอยู่กับงานเลี้ยงปากท้อง

บ้างก็หมกมุ่นอยู่แต่เรื่องหาเงิน จนละเลยปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้คนในเมืองใหญ่ทั้งหลายรู้สึกเปลี่ยวเหงาเหลือเกิน เพราะท่ามกลางฝูงชนคลาคล่ำ แต่เรากลับสื่อสารกับใครไม่ได้เลย

ในนิวยอร์ก ซิตี้ที่เนวิลล์อาศัยอยู่ เท่าที่เจ้าตัวรู้ มีเขาผู้เดียวเป็นมนุษย์ที่รอดชีวิต สภาพความเป็นอยู่ของเขาที่เราเห็นจึงเดียวดายยิ่งนัก

ความจริง ในเมืองนั้นยังมีมนุษย์กลายพันธุ์อีกหลายตน แต่พวกเขาเป็นเพื่อนกับเนวิลล์ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภท

เนื่องจาก “แซม” ก็เป็นเพื่อนที่ดีของชายหนุ่มได้ ทั้งๆ ที่มันเป็นสุนัข เหตุผลคืออมนุษย์เหล่านั้นสื่อสารกับเขาไม่ได้ต่างหาก

ไม่เข้าใจกัน จึงเป็นเพื่อนแบ่งปันทุกข์สุขกันไม่ได้ด้วยประการฉะนี้

แล้วเพื่อนสำคัญกับคนเราแค่ไหน? ตอบคำถามว่า ทำไมคนส่วนใหญ่จึงเลือกจะมีชีวิตคู่ได้ ก็น่าจะตอบคำถามนี้ได้เหมือนกัน

ในหนัง วันดีคืนดีก็มี “เพื่อน” โผล่เข้ามาในชีวิตเนวิลล์ สำหรับผู้ชม เพื่อนผู้มาใหม่อาจดูเป็นภาระเหลือหลาย เพราะลำพังคุ้มกันตัวเองให้ปลอดภัยจากเหล่าอมนุษย์ก็ลำบากแทบแย่ เนวิลล์ยังต้องมาปกป้องเพื่อนใหม่นี้อีก

แล้วถ้าเลือกได้ เนวิลล์จะอยู่คนเดียวแบบเหงาๆ หรือยอมเหนื่อยมากขึ้นเพื่อให้ได้มีคนอยู่ข้างกาย?

“ถามว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ยังอยากจะมีพวกเขาอยู่มั้ย? ผมก็คงอยากมีเหมือนเดิมครับ” นักแสดงคนหนึ่งตอบไว้ในฐานะสามีและพ่อ “ความรัก” จึงเป็นแสงสว่างที่เขาผู้นั้นและใครหลายคนเลือก แต่ไม่ใช่แค่ความรัก หาก “ความจริง” ก็สามารถเรียกว่าเป็นแสงสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ได้เช่นกัน

มนุษย์น่าจะจัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่กลัวความมืด เราล็อคบ้านแน่นหนาและไม่พิสมัยการออกไปไหนยามค่ำคืน (เว้นแต่นักท่องราตรี มนุษย์ผู้รักความเสี่ยง) นั่นก็เพราะเราเชื่อว่า ความมืดเอื้อต่อการก่ออาชญากรรมเสียเหลือเกิน เมื่อไม่อยากประสบพบเห็น เราจึงไม่คิดพาตัวเองออกไปดู “ความจริง” ข้างนอกนั้น

แต่ถ้าเลี่ยงแล้วยังหลบไม่พ้น แทนที่จะขอบคุณสำหรับการส่องไฟให้เห็น-ประสบความจริงอันโหดร้ายแห่งชีวิต (ที่แม้จะทำร้าย แต่ก็ให้บทเรียนแก่เราได้เหมือนกัน) มนุษย์กลับเฝ้าโทษผู้สร้าง-ผู้ให้ไฟเสียนี่ (ไม่อยากรับรู้ ให้ฉันดูทำไม)

จากความชั่วร้ายอันเป็นสามัญ มนุษย์รู้วิธีที่จะป้องกันตัวเอง เช่น กลัวขโมยก็ปิดประตูให้แน่น เป็นโรคเล็กน้อยก็หาหยูกยากิน แต่เมื่อประสบเหตุอันไม่ปกติ เช่น โรคระบาด ภัยธรรมชาติ เรากลับพบว่ายากเหลือเกินที่จะรับมือ จนบางครั้ง ก็พาลไปโทษผู้มีอำนาจเหนือ หรือที่เรียกกันว่า “พระเจ้า” ว่าสร้างหรือทำให้เราประจักษ์ความโหดร้ายนี้ทำไม

ทั้งๆ ที่ถ้าสาวไปยังต้นเหตุก็จะพบว่า ความชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่ ล้วนก่อรูปมาจากความชั่วร้าย (เล็กๆ?) ที่มนุษย์ก่อขึ้นมาเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะโดยรู้เท่าถึงการณ์หรือไม่ก็ตาม

ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องการทิ้งขยะไม่เป็นที่ ทิ้งคนละชิ้น 80 ล้านคน ก็กองท่วมกันได้เท่าตึกไม่รู้กี่ชั้น ทั้งไม่เจริญหูเจริญตาแล้วยังเป็นแหล่งก่อเชื้อโรค เผาขยะครอบครัวละกอง เผากันทุกบ้านโลกก็ร้อนขึ้นอีกไม่รู้เท่าไหร่ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้และอื่นๆ อาจสื่อได้คร่าวๆ ถึงสันดานความเห็นแก่ตัว มักง่าย ไม่รับผิดชอบต่อผู้อื่นและส่วนรวมของมนุษย์นั่นเอง

“พระองค์ไม่ได้ทำ พวกเรานี่แหละเป็นต้นเหตุ”” เนวิลล์รำพึงถึงสาเหตุที่ทำให้มนุษยชาติต้องกลายพันธุ์

การเลือกปฏิบัติหรือเหยียดเชื้อชาติน่าจะเป็นอีกบ่อเกิดความชั่วร้ายอันมหากาฬ สงครามครั้งใหญ่ๆ ในโลกก็อุบัติขึ้นเพราะเหตุนี้

ใน “I Am Legend” อมนุษย์มุ่งทำร้ายมนุษย์ ดูเผินๆ เหมือนพวกเขาทำเพราะกระหายเลือดมาเป็นอาหาร แต่ลึกๆ นั่นอาจเป็นตอบสนองต่อการถูกกดขี่ ประชาชนตาดำๆ หลายคนในนิวยอร์ก ซิตี้ อพยพออกจากเมืองเพื่อหนีเชื้อร้ายไม่ได้ แต่เนวิลล์ซึ่งมีตำแหน่งทางทหาร กลับพาลูกเมียออกมาได้โดยได้รับการอำนวยความสะดวกอย่างดี ทั้งๆ ที่อีกทอดหนึ่ง คนผิวสีอย่างเขาก็ยังถูกกดขี่จากคนผิวขาวด้วยเหมือนกัน

มนุษย์จะหลุดพ้นจากความมืดบอดเหล่านี้ได้อย่างไร? คำตอบมีอยู่ในหนังด้วย

“ผีเสื้อ” คือสัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ตลอดทั้งเรื่อง รวมถึงในช่วงการตัดสินใจครั้งสำคัญของตัวละคร ซึ่งผีเสื้อในหนังอาจหมายความถึงการหลุดพ้น ความเสียสละ อันจะนำไปสู่อิสรภาพของปัจเจกและมวลมนุษยชาติในที่สุด (หรือใครจะมองว่าหมายถึง “Butterfly Effect” – การเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดอย่างผีเสื้อขยับปีกก็ก่อพายุใหญ่ได้ การกระทำของคนเล็กๆ ก็ส่งผลต่อโลกได้เช่นกัน – ก็คงไม่ผิดอะไร)

ความจริง ประเด็น “เริ่ดๆ” เหล่านี้ได้รับการนำเสนอมานักต่อนักแล้วในหนังหลายๆ เรื่อง แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องที่จะเล่าได้สนุก ชนิดที่ทั้งซาบซึ้ง ตื่นเต้น หวาดหวั่น กดดัน และเปลี่ยวเหงาไปพร้อมๆ กัน

“อย่างที่หนังเรื่องนี้ทำได้”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์