Marie Antoinette มารี อองตัวเน็ต เวอร์ชั่นโลกหลงของคนเหงา

Home / วิจารณ์หนัง / Marie Antoinette มารี อองตัวเน็ต เวอร์ชั่นโลกหลงของคนเหงา

คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง
โดย ติสตู


Marie Antoinette เวอร์ชั่น 2006 คือการตีความหมายใหม่ต่อราชินีแห่งฝรั่งเศส ผ่านมุมมองของ “โซเฟีย คอปโปล่า” ผู้กำกับฯ/เขียนบทสาวคนเก่งจากหนัง Lost in translation

ในเวอร์ชั่น 2006 หนังเรื่องนี้ไม่ได้เดินเรื่องตามตำราประวัติศาสตร์ แต่เน้นนำเสนอในแบบ Inner ของพระนางมารี อองตัวเน็ต (รับบทโดยเคิร์สเตน ดันส์) ผ่านการตีความ และพยายามเข้าใจสภาพจิตใจของพระองค์ตั้งแต่ยังทรงเป็นวัยรุ่น

เรื่องราวตั้งแต่พระองค์ยังมีพระชันษา 16 ปี จากบ้านจากเมืองที่ออสเตรียถูกส่งตัวเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศส (พระเจ้าหลุยส์ที่ 16) โซเฟียตีความโดยอิงประวัติศาสตร์ และเกร็ดต่างๆ ผนวกเข้าด้วยกัน

การต้องเป็นคน “แปลกถิ่น” ของมารี อองตัวเน็ต ถูกส่งตัวมาด้วยสถานะทางการเมืองระหว่างฝรั่งเศส-ออสเตรีย การปรับตัวในสิ่งแวดล้อม สังคมใหม่ ขณะที่พระองค์มีพระชันษาเพียง 16 ปี วุฒิภาวะความคิดและอารมณ์แบบวัยรุ่นจึงมีอยู่มากมาย เหล่านี้ส่งผลต่อแนวคิดการใช้ชีวิตใน “แวร์ซายส์” และเป็นที่มาของจุดเริ่มต้นราชินีที่ฝูงชนเกลียดชังในเวลาต่อมา

การตีความของโซเฟียต่อมารี อองตัวเน็ต ในการใช้ชีวิตในแวร์ซายส์ มุ่งพยายามเข้าถึงสภาพจิตใจของพระองค์เวลานั้นทำให้ภาพของมารี อองตัวเน็ต ในหนังมีแง่มุมของความเหงา ความน่าเห็นใจสะท้อนอยู่หลายฉาก นับตั้งแต่ก้าวเข้าเขตแดนฝรั่งเศสการปรับตัวจากการที่ถูกเข้มงวดขึ้น พสกนิกรนอกวังเองที่ไม่ให้การยอมรับ รวมถึงชนชั้นสูงในราชสำนักต่างจับจ้องพระองค์ (ตามประวัติศาสตร์ระบุว่ามารี อองตัวเน็ตใช้ชีวิตเจ้าหญิงแห่งฮังการีแบบอิสระ ถูกเลี้ยงมาแบบง่ายๆไม่เคร่งครัดเหมือนการเลี้ยงดูราชนิกุลในราชสำนักฝรั่งเศส พระองค์ได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ห่างไกลจากกฎเกณฑ์ของราชสำนัก)

นอกจากนี้ การที่พระองค์ถูกกดดันจากพระมารดาอย่างหนักหน่วงที่เร่งรัดให้มีบุตรเพื่อความมั่นคงของออสเตรีย และของมารี อองตัวเน็ต เอง โดยที่มกุฎราชกุมารแทบจะไม่สนใจเลย หลายต่อหลายอย่างทำให้พระองค์ต้องรับแรงกดดันอยู่นาน โซเฟียนำเกร็ดประวัติศาสตร์เหล่านี้มาตีความผนวกกับที่พระนางทรงสร้างฟาร์มทุ่งเล็กๆ ในแวร์ซายส์จนถูกค่อนแคะกระแหนะกระแหนถึงความพยายามจะทำตัวใกล้ชิดธรรมชาติ มุมมองของโซเฟียพยายามสะท้อนอีกด้านว่า มารี อองตัวเน็ต อาจถวิลหาชีวิตในแบบเจ้าหญิงฮังการีที่มีความสุขกว่าราชินีฝรั่งเศสที่เผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ละทิ้งประเด็นที่คนทั่วไปรับรู้ว่า มารี อองตัวเน็ต ใช้ชีวิตในแวร์ซายส์อย่างฟุ้งเฟ้อ จัดงานเลี้ยงบ่อยครั้ง กินดื่มราวทิ้งขว้าง และมีวงพนันกับราชนิกุลสูงลิบ (โซเฟียตีความความฟุ่มเฟือยหรูหรานี้ถูกยึดโยงกับความเป็นเด็กวัยรุ่นที่ได้รับแรงกดดันจากคนรอบข้าง)

อย่างไรก็ตาม ตลอดเรื่องโซเฟียจะวางน้ำหนักของหนังไปที่การพยายามเข้าถึงจิตใจอันหดหู่ โดดเดี่ยว และโหยหาความอิสระของพระนางมากกว่า ส่วนประเด็นการเมืองที่ว่าพระนางมีบทบาทแทรกแซงการเมืองในราชสำนัก และครอบงำพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ถูกลดทอนลงไป และขับเน้นไปที่สภาพจิตใจความรู้สึกของพระนางผ่านแต่ละช่วงแทน

Marie Antoinette นอกจากตีความหมายด้าน “ความรู้สึก” แล้ว ตัวหนังยังนำเสนอในแนวทางร่วมสมัย และค่อนข้างมีอารมณ์หนังเหงาๆ โดดเดี่ยวเช่น Lost in translation ที่เป็นเรื่องโลกหลงของคนเหงาผลงานของโซเฟียก่อนหน้านี้ ซึ่งตัวเอกของเรื่องอยู่ในสถานการณ์ยุ่งเหยิงส่วนตัวในที่ที่แปลกถิ่น และกำลังดิ้นรนหาทางออกให้ตัวเองเช่นกัน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์