Elizabeth : The Golden Age อลิซาเบธ บนบัลลังก์ทอง

Home / วิจารณ์หนัง / Elizabeth : The Golden Age อลิซาเบธ บนบัลลังก์ทอง

Film
นางสาวรื่นรมย์


สิบเอ็ดปีหลังจาก Elizabeth ของผู้กำกับ เชการ์ คาปูร์ ที่ทำให้ เคท บลานเชตต์ ดาราสาวจากออสเตรเลีย ขึ้นทำเนียบดาราเกรดเอของฮอลลีวู้ด ผู้กำกับและดาราคนนี้ก็กลับมาอีกครั้งในภาคสอง ที่เล่าเรื่องราวต่อจากความเดิม สมัยพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษ ขึ้นครองบัลลังก์ และชื่อเสียงขจรขจายในฐานะ ราชินีพรหมจรรย์ ผู้ครองความเป็นโสด ตลอดระยะเวลาการครองอำนาจ

ในภาคแรก หนังเล่าที่มาเส้นทางการขึ้นสู่ราชบัลลังก์จักรวรรดิอังกฤษ ท่ามกลางการแย่งชิงของหลายฝ่าย โดยอลิซาเบธ สาวน้อยผู้ร่าเริงแจ่มใส ถูกเลือกให้สืบราชสมบัติ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความเกลียดชัง เนื่องจากพระมารดาของเธอถูกพระบิดาที่เป็นกษัตริย์องค์ก่อน สั่งประหารชีวิต เหตุผลเรื่องการนับถือศาสนาคริสต์นิกายอื่น ทำให้อลิซาเบธถูกประณามเป็น โสเภณีนอกรีต จากศาสนจักรโรมันคาทอลิกที่กำลังเรืองอำนาจในยุโรป นอกจากการคานอำนาจระหว่างมหาอำนาจในยุโรปแล้ว อลิซาเบธยังเจอศึกภายในอีกด้วย แต่จากการสนับสนุนของอำมาตย์ผู้กล้าอย่าง ฟรานซิส วอลชิงแฮม และความแกร่งภายในของอลิซาเบธ เธอก็ได้นั่งบัลลังก์ตั้งแต่วัยสาว และบรรลุวุฒิภาวะในการเป็นเจ้าอาณาจักร

สำหรับ Elizabeth The Golden Age ฉบับล่าสุดนี้ พระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ก้าวเข้าสู่วัยทอง และเป็นยุคทองที่จักรวรรดิอังกฤษกำลังมั่งคั่ง มีประเทศใหญ่น้อยส่งบรรณาการคับคั่ง และชื่อเสียงของความเป็นหญิงแกร่ง ผู้ครองพรหมจรรย์และมีอำนาจเหนือชาย ทำให้เธอเป็นที่ชื่นชม และเกลียดชังในเวลาเดียวกัน

อลิซาเบธในภาคนี้ ยังต้องรับศึกจากเพื่อนบ้านอย่าง สเปน นำโดยกษัตริย์ฟิลลิปส์ที่ 2 ผู้ปวารณาตัวเป็น บุตรชายหมายเลขหนึ่งของ ศาสนจักรโรมันคาทอลิก และมุ่งหมายจะฮุบราชบัลลังก์อังกฤษจากอลิซาเบธ เพื่อชูพระราชินีแมรีแห่งสกอตต์ ขึ้นมานั่งตำแหน่งแทน

หนังเปลี่ยนโทนจากศึกชิงอำนาจราชบัลลังก์และการก้าวจากเด็กสาวสดใสสู่ภารกิจยิ่งใหญ่ของอลิซาเบธของภาคแรก มาเป็นเรื่องราวที่เน้นอารมณ์ความรู้สึกของพระราชินีสูงวัย ที่ยืนอยู่ในตำแหน่ง ‘ยิ่งสูงยิ่งหนาว’ และการค้นหาตัวเอง ตัวตนของหญิงสาวคนหนึ่งภายใต้มงกุฎอันทรงอำนาจนั้น

เคท บลานเชตต์ สวมบทบาทอลิซาเบธ ทั้งวัยสาวน้อยและวัยสาวใหญ่ได้อย่างน่าทึ่ง แม้เธอจะไม่ได้ทำให้คนดูขนลุกแบบที่ เฮเลน เมอร์เรน สวมร่างของสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ผู้ครองบัลลังก์สหราชอาณาจักรองค์ปัจจุบันในหนัง The Queen อาจเป็นเพราะ อลิซาเบธที่ 1 เป็นเพียงภาพวาดและเรื่องเล่าจากอดีต ไม่มีตัวจริงให้ดูเปรียบเทียบ (ดาราอีกคนที่แสดงเป็นอลิซาเบธที่ 1 สูงวัย จนได้ออสการ์คือ เดม จูดี เดนช์ ในเรื่อง Shakespears In Love ปี 1998 ปีที่เคทแสดงเป็นอลิซาเบธภาคแรก)

แต่ บลานเชตต์ ก็ได้สร้างภาพของอลิซาเบธที่ 1 เป็นราชินีแกร่งกล้าและมีชีวิตเลือดเนื้อมากที่สุดครั้งหนึ่งบนจอภาพยนตร์ สำหรับการถ่ายทอดตัวตนและแสดงพลังของหญิงสาวผู้สามารถยืนหยัดสร้างจักรวรรดิ และต้านทานอำนาจของศัตรูรอบด้านที่ล้วนเป็นเพศชาย ทั้งพระ กษัตริย์ ทั้งพระญาติ และต้านทานความปรารถนาภายในของมนุษย์สามัญ เมื่อเธอได้พบชายผู้เปี่ยมเสน่ห์และมีความห้าวหาญ ชาญฉลาดเช่นเดียวกัน เพื่อทำหน้าที่ผู้นำของจักรวรรดิ และเป็นผู้ครองอาณาจักรได้ทั้งงานรบและงานอื่นๆ

บลานเชตต์ทำให้อลิซาเบธเป็นศูนย์กลางของเรื่อง จนแทบไม่แบ่งพื้นที่ให้ตัวละครอื่นอีกเลย และทุกคนกลายเป็นตัวประกอบ และตัวละครสมทบ ไม่ว่าจะเป็น ซาแมนธา มอร์ตัน ในบท ควีนแมรีแห่งสกอตต์ หรือไคลฟ์ โอเวน ในบท หนุ่มโจรสลัดผู้กล้าหาญเข้ามาขอทำหน้าที่เป็นแม่ทัพขยายอาณาจักรของราชินีพรหมจรรย์ และกลายเป็นผู้ปลุกให้อลิซาเบธหวนหาอารมณ์เสน่หาในวันวานได้อีกครั้ง โอเวนเหมาะเจาะลงตัวกับบทนี้ แต่ก็ไม่อาจแข่งรัศมีของราชินีบัลลังก์ทองได้

นอกจากเครื่องทรงอลังการ สีเครื่องแต่งกายที่เน้นบุคลิกภาพพร้อมอารมณ์ของตัวละครด้วยสีหลักอย่าง ขาว น้ำเงิน เขียว เหลือง แดง หนังลดน้ำหนักของเรื่องจริง (หรือไม่จริง) ในประวัติศาสตร์ลง และเน้นฉายภาพตัวละครให้เป็น ‘ตำนาน’ มากกว่า ขณะที่การตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ การมีอยู่และจุดยืนทั้งในฐานะมนุษย์ ผู้หญิงและผู้นำ ขับเน้นให้ตัวละครที่อิงจากประวัติศาสตร์ตัวนี้ ยิ่งดูมีพลังและน่าเชื่อ น่าชื่นชมสมจริงมากขึ้นไป

ที่มา จุดประกาย เสาร์สวัสดี