The Warlords หลั่งน้ำตา มิหลั่งเลือด

Home / วิจารณ์หนัง / The Warlords หลั่งน้ำตา มิหลั่งเลือด

Film
นางสาวรื่นรมย์


แรงดลใจแรกสุดที่ผู้กำกับ ปีเตอร์ ชาน สนใจทำหนังที่กลายมาเป็น The Warlords นั้น มาจากเรื่องราวของสองพี่น้องร่วมสาบานในหนังสไตล์ชอว์บราเดอร์ส เรื่อง Ci Ma (ซือหม่า) ที่ออกฉายในยุค 70 แต่เหตุการณ์สงครามกลางเมืองของแผ่นดินจีนช่วงค.ศ.1850-1870 ที่มีกบฏต่อต้านราชวงศ์ชิง (ชาวแมนจู) และผู้คนล้มตายไปกว่า 50 ล้านคนหรือเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศเวลานั้น คือฉากหลังของหนังเรื่องนี้ ส่วนจุดสนใจหลักของเรื่อง เป็นส่วนผสมของเรื่องเล่ากึ่งตำนานของแม่ทัพชื่อหม่าซิงอี่ (บทที่เจ็ท ลีแสดง) จากบางส่วนในประวัติศาสตร์ และเรื่องเล่ากึ่งนิยายที่งิ้วจีนนิยมเอามาเล่น

และผลที่สุด หนัง The Warlords ถูกสร้างเป็นสเกลหนังสงครามมหากาพย์ดราม่าเข้มข้น ถึงกระนั้นท่านผู้ชมโปรดลืมไปเสียเถิดว่าชื่อหนังภาษาไทยคืออะไร เพราะดูเหมือนไม่มีอะไรจะเกี่ยวข้องกับตัวหนัง หรือมีบ้างแค่ ‘ความอหังการ์’ ของลูกผู้ชายต่างสายเลือดสามคน ที่ได้กรีดเลือดร่วมสาบาน และหลั่งเลือดเพื่อการดำรงอยู่ รวมถึงการนองเลือดเพื่อกันและกัน

สามหนุ่มสามมุมที่เป็นนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ อย่าง เจ็ท ลี ในบท หม่าซิงอี่ แม่ทัพที่รอดตายจากสงครามกลางเมือง จนได้มาพบหญิงชาวป่า (ซู่จิงเล่ย) ผู้ช่วยให้เขารอดและมีพลังชีวิตสู้ต่อ หม่าซิงอี่ระหกระเหินมาเจอกองโจรในหุบเขา นำโดย เฉาอี้หู (หลิวเต๋อหัว แสดง) และ จังเหวินเฉียง (ทาเคชิ คาเนชิโร่) ความเก่งกาจและบุคลิกผู้นำของหม่าซิงอี่ เตะตาโดนใจของหัวหน้ากองโจร ภาวะของสงครามระหว่างราชวงศ์ชิงกับฝ่ายกบฏ ทำให้ชีวิตประชาชนสุดแสนข้นแค้น ทางเลือกของสามหนุ่มจึงมุ่งหน้าสู่การเป็นทหาร เพื่อมีอำนาจต่อรองและมีอาหารเลี้ยงชีพและครอบครัวต่อไป

แต่การณ์กลับบานปลาย เมื่อสงครามครั้งนี้ยืดเยื้อจากสามปีเป็นเจ็ดปีและเกือบสิบปี นอกจากความมุ่งหวังที่ตั้งใจไว้เบื้องต้นจะสั่นคลอน สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องต่างสายเลือด ต่างที่มา และต่างอุดมการณ์ ก็เริ่มสั่นไหวเช่นกัน

หนังเรื่องนี้ มีฉากรบขนาดใหญ่ตามธรรมเนียมหนังสงคราม แต่เป็นฉากที่ปีเตอร์ ชาน ตั้งใจไว้ว่าจะไม่เน้นความสวยงามแบบจินตนาการโรแมนติก ประเภทอวดภาพสโลว์โมชั่นมุมกล้องพลิ้วไหวอย่างเดียว ทว่าจะเน้นให้เห็น ‘ยุทธศาสตร์การรบ’ แบบจังหวะก้าวต่อก้าว การแปรขบวนทัพแบบเป็นขั้นเป็นตอน และ ‘สภาพจิตใจ’ ของตัวละครที่อยู่ในสนามรบนั้นเป็นหลัก

ความฮึกเหิมในฉากสงครามจึงถูกใช้เป็นแรงตอกย้ำความรู้สึกในทางตรงกันข้าม รวมถึงฉากการบุกยึดเมืองซูโจว ที่เป็น ‘ฉากสังหารหมู่’ แต่กลับไม่มีหยดเลือดหลั่งแม้แต่ชอตเดียว มีเพียงหยาดน้ำตาพรั่งพรู สลับกับลูกธนูนับหมื่นพุ่งแหวกอากาศ

แม้จะมี เจ็ท ลี แชมป์วูซูตัวจริงและพระเอกหนังกังฟูสุดพลิ้วอยู่ด้วย แต่หนังเบี่ยงเบนความสนใจไปที่ อารมณ์ ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นจากการสู้รบ และความสัมพันธ์ที่กลับกลายเป็นรักสามเส้า ปะทะกับความเชื่อและยุทธวิธีในการแก้สถานการณ์ยากลำบาก โอกาสที่ผู้ชมจะเห็นลีลากังฟูของเจ็ท ลีจึงมีน้อยกว่างานหนังเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา งานหนักของเจ็ท ลีในเรื่องนี้จึงเป็นบทบาทตัวละครร้ายลึก เชือดเฉือนกับ ‘หลิวเต๋อหัว’ ผู้เคยพลิกผันจากพระเอกเป็นผู้ร้ายสุดโฉดใน Infernal Affair 1-3 มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศโดยรวมของหนัง อบอวลด้วยควันดินปืนใหญ่ ไอร้อนและพื้นดินแตกระแหง ใบหน้าเหือดแห้ง แววตาแล้งไร้ความหวัง หนังยังมี ทาเคชิ คาเนชิโร่ ในบท จังเหวินเฉียง น้องเล็กที่รักและเทิดทูนพี่ใหญ่ทั้งสอง ผู้ต้องอยู่ระหว่างรอยบาดหมางของพี่ๆ แววตาอันไร้เดียงสาของเขาดูจะเป็นความชุ่มฉ่ำเพียงหนึ่งเดียวบนจอ

อย่างที่ผู้ชมท่านหนึ่งเอ่ยอ้างไว้ว่า ตัวละครและนักแสดงคนนี้ เป็นดั่ง “ดอกไม้กลางไฟสงคราม” และเป็นความรื่นรมย์ครั้งสุดท้ายที่เหลืออยู่

ที่มา จุดประกาย เสาร์สวัสดี