พระพุทธเจ้า

Home / วิจารณ์หนัง / พระพุทธเจ้า

ในช่วงนี้เรามีภาพยนตร์การ์ตูนฟอร์มเล็กๆ อย่าง “พระพุทธเจ้า” ซึ่งเป็นผลงานสร้างของ บริษัท มีเดียสแตนดาร์ด จำกัด ซึ่งนี่เป็นผลงานเรื่องแรกของบริษัทใช้เวลาสร้าง 4 ปี และเงินทุนอีก 140 ล้านบาท แถมยังมีคนที่มีชื่อเสียงมาร่วมพากย์เสียงอย่าง แทนคุณ จิตอิสระ, โอ-อนุชิต สพันธุ์พงศ์, ลูกหว้า ดูบาดู-พิจิกา จิตตะปุตตะ, เอส-คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับแฟนฉัน ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์การ์ตูนพุทธประวัติที่ฉายในเมืองพุทธอย่างประเทศก็น่าจะเป็นสิ่งดึงดูดคนเข้าไปดูภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ได้พอสมควร และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็สะท้อนวิธีคิดของคนไทยกับพุทธศาสนาได้ไม่น้อย

ในโลกทุกวันนี้มีภาพยนตร์ ภาพยนตร์การ์ตูน ที่เกี่ยวศาสดาของศาสนาไม่น้อยที่เด่นๆ อย่าง Prince of Egypt หรือ Passion of the Crist ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับศาสดาในศาสนาคริสต์ ซึ่งน่าจะเกินครึ่งของภาพยนตร์ที่มีการสร้างกันออกมา ส่วนภาพยนตร์เกี่ยวกับศาสดาในศาสนาอื่นนั้นมีน้อยมาก ไม่ต้องพูดถึงภาพยนตร์ที่กล่าวถึงศาสดาในศาสนาอิสลามเลย ซึ่งหลายคนตั้งแต่ดูหนังมาจนแก่อาจจะไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำ

จะเป็นเพราะว่าคนที่นับถือศาสนาคริสต์รวยกว่าคนที่นับถือศาสนาอื่น (ซึ่งอันที่จริงเศรษฐีในฮอลลีวู้ดส่วนมากเป็นยิวมากกว่าคริสต์) ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะว่าเศรษฐีน้ำมันในอาหรับ หรือเจ้าสัวในเมืองไทยเอง ซึ่งก็ไม่ได้รวยน้อยกว่าเศรษฐีของบ้านอื่นเมืองอื่น ก็ไม่เคยเห็นควักเงินลงมาในโปรเจ็คต์แบบนี้เลย ไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลดูอย่างเรื่องนี้ก็ได้ ที่ผู้สร้างต้องเป็นหนี้เกือบ 80 ล้านบาท

เว้นแต่ว่าเศรษฐีเหล่านั้นนับถืออะไรอย่างอื่น อย่างราคาหุ้นและตลาดเสรีเป็นศาสนา

แต่ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ ศาสนาอาจจะเป็นเรื่องที่เปราะบางเกินไปก็ได้ อย่างภาพยนตร์เรื่อง “องคุลีมาล” ซึ่งเคยถูกพุทธสมาคมประท้วงว่าบิดเบือน พุทธประวัติ ยังอุตส่าห์ได้รับรางวัลเชิดชูจากกรมศาสนาได้ ในฐานะที่สอดแทรกหลักธรรมตามพระพุทธศาสนา แต่ก็เป็นหลังจากที่หนังโดนประท้วงจนอ่วมต้องเลื่อนฉายถอนออกมาตัดและประสบความล้มเหลวไปแล้ว หลายคนที่มาดูทีหลังยังชมว่าเป็นหนังดีมากๆ ยังไม่นับกรณีของภาพเขียน “ภิกษุสันดานกา” ซึ่งเป็นการมองปัญหาของพระพุทธศาสนาในปัจจุบันในเชิงวิพากษ์ ยังโดนต่อต้านจากพระสงฆ์และองค์กรทางพุทธศาสนาส่วนหนึ่ง

นี่อาจจะเป็นเรื่องที่น่าคิดไปจนถึงสรุปได้ว่า เหตุใดคนไทยไม่เคยมองศาสนาพุทธในเชิงตั้งข้อสังเกตและพินิจพิเคราะห์ ตามหลักของเหตุและผลอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับมองในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นเรื่องของเปลือกคือไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ ไม่ต้องมองที่ไหนไกล ลองมองย้อนไปที่ปรากฏการณ์จตุคามรามเทพก็ได้ ว่ามันสะท้อนด้านวิธีคิดที่เป็นแก่นของพุทธศาสนา หรือสะท้อนด้านอิทธิปาฏิหาริย์ที่เป็นเปลือก

ภาพยนตร์การ์ตูน “พระพุทธเจ้า” ก็ดำเนินเรื่องตามประไตรปิฎกทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนที่ดีก็คือไม่ต้องเป็นห่วงว่าภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้จะมีส่วนไหนที่บิดเบือนพุทธประวัติ ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าอาจจะมาจากความอ่อนไหวเรื่องศาสนาอย่างที่ว่า

การเดินตามรอยพระไตรปิฎกก็มีข้อเสียอยู่บ้าง คือทำให้เนื้อเรื่องไม่มีชีวิตชีวาซึ่งผู้สร้างเลือกจะไม่ตีความและแทนความหมายในมุมมองของตนลงไป ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นเรื่องพึงกระทำในฐานะที่ผู้สร้างทำหน้าที่เป็นคนเล่าเรื่อง เรื่องราวเลยเหมือนเปิดหนังสือเรียนวิชาพระพุทธศาสนาชอบกล

ผลที่ตามมาคือหลายๆ ส่วนของภาพยนตร์การ์ตูนเลยเหินห่างจากคนดูไป ทั้งๆ ที่เรื่องของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ยอมออกบวชเพื่อตามหาหนทางพ้นจากความทุกข์แล้ว ถ้ามองในทางวรรณกรรมค่อนข้างมีที่ทางให้ใส่การตีความ เพื่อความเข้าใจได้มากมาย แต่การเข้าใจพระพุทธเจ้า และเจ้าชายสิทธัตถะ อาจจะไม่ใช่จุดประสงค์ของผู้สร้างที่อาจจะเพียงแค่ต้องการเผยแผ่พุทธประวัติ แบบเดียวกับมิชชันนารีเผยแผ่ศาสนาเท่านั้น

ในส่วนของงานด้านภาพนั้น ด้วยการออกแบบตัวละครนั้นดูเข้าท่ามากและไม่ได้ด้อยกว่า งานภาพยนตร์การ์ตูนของวอลท์ดิสนีย์เลย แต่ปัญหาใหญ่ก็คืองานแอนิเมชั่นหรือการทำให้ภาพเคลื่อนไหว ค่อนข้างจะแย่ไม่สมกับมาตรฐานการ์ตูนฉายในโรงภาพยนตร์ ที่ภาพไม่ดีมากได้แต่การ์แอนิเมชั่นควรจะเนี้ยบ อีกทั้งสเปเชียลเอฟเฟค 3 มิติที่ใส่มาในการ์ตูนที่เป็นภาพ 2 มิติก็ดูผิดที่ผิดทางพิกล

ความประทับใจของเรื่องนี้จริงๆ แล้วอาจจะไม่ได้อยู่ที่ภาพยนตร์การ์ตูนแต่อยู่ในเรื่องราวของผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่า ที่ถึงขนาดต้องจำนองบ้าน ขายรถ เพื่อหาเงินทุนมาสร้างภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ ด้วยความศรัทธาและการทำงานโดยไม่มีเงินสนับสนุนเลยมา 4 ปี ของ ดร.วัลลภา พิมทอง นั้นน่าจะใกล้เคียงกับการว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรที่ไม่เห็นฝั่งของพระมหาชนก จนได้นางเมขลาซึ่งในที่นี้คือ ยุวพุทธิกสมาคมที่ยื่นมือลงมาช่วยเหลือเอาในตอนปีสุดท้าย บางทีถ้ามีใครเอาเงินทุนมาช่วยทีมโปรดักชั่นนี้ตั้งแต่แรกเราอาจจะได้ งานภาพยนตร์การ์ตูนที่ครบเครื่องกว่านี้ก็ได้ เผลอๆ อาจจะดีกว่าเอาเงินไปใส่ในอะไรที่ดูทะแม่งๆ อย่างภาพยนตร์พระไตรปิฎก

แม้ในส่วนของการเล่าเรื่องอาจจะไม่ประทับใจ ทั้งคุณภาพของงานก็อาจจะสู้งานภาพยนตร์จากต่างประเทศไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งก็ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าก็คือ พระธรรมเทศนาและพุทธวจนะที่ปรากฏในเรื่อง เข้าใจง่ายและเป็นหลักสำคัญๆ ทั้งสิ้น ที่เราในฐานะคนดูจะเหมือนได้ฟังพระธรรมเทศนาจากปากของพระองค์เอง

“และอย่างน้อยภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นผลงานที่ทำด้วยความเพียรและความตั้งใจดีที่น่าชื่นชม”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์