เอลิซาเบธ เดอะ โกลเด้น เอจ: ภาระบนบ่าล้า

Home / วิจารณ์หนัง / เอลิซาเบธ เดอะ โกลเด้น เอจ: ภาระบนบ่าล้า

โดย แป้งร่ำ


ในวิถีของมนุษย์ ทุกคนต่างก็มีความฝันและความหวังที่แตกต่างกันออกไป หลายคนก็ใฝ่ฝันถึงความสำเร็จอันพรั่งพร้อมด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ที่พัดพาเข้ามาอย่างรวดเร็วและยิ่งใหญ่ จนพยายามหาทางตะเกียกตะกายฟาดฟันเพื่อไปสู่จุดหมายที่มุ่งหวัง

แต่อีกหลายคนหวังเล็กๆ เพียงได้อยู่กับคนรักและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

ความฝันนี้ฟังคล้ายจะง่ายดาย แต่สำหรับบางคนกลับดูห่างไกลราวกับสุดจะเอื้อมมือคว้า โดยเฉพาะผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่แบกโลกไว้บนบ่าอย่างราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งราชอาณาจักรอังกฤษ

จริงๆ แล้ว ราชินีเอลิซาเบธเคยทิ้งรอยประทับใจไว้ในภาคหนึ่ง ก่อนที่จะเว้นระยะห่างนานมาก จนแทบจะถอดใจไปแล้วว่าคงจะไม่มีโอกาสดูซะแล้วละ แต่ในที่สุด เชคการ์ กาปูร์ ผู้กำกับฯคนเดิมก็ชวน เคท แบลนเชตต์ ที่เคยรับบทบาทราชินีอังกฤษผู้เข้มแข็งสง่างามในภาคแรก จนเชือดเฉือนรางวัลดารานำหญิงของออสการ์กับกวินเนธ พัลโทรว์ ใน เชคสเปียร์ อิน เลิฟ แบบหวุดหวิดฉิวเฉียด มากระชากใจคนดูให้จรดลึกถึงความรู้สึกอันปนเประหว่างความมั่นคงและหวั่นไหวบนราชบัลลังก์อีกครั้ง

หนังเล่าเรื่องในปี 1585 บัลลังก์ของเอลิซาเบธสั่นคลอน เพราะแม้จะปกครองอังกฤษมานานเกือบสามทศวรรษ แต่ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับความหวังที่จะแย่งชิงราชบัลลังก์และการทรยศในหมู่พี่น้องด้วยกันเอง โดยเฉพาะจากแมรี่ สจ็วร์ต ที่แม้ตัวจะถูกกักบริเวณอยู่บนเกาะที่ห่างไกล แต่กำแพงขอบกั้นก็ไม่สามารกักขังหัวใจแห่งความทะเยอทะยานได้ และยิ่งเมื่อประกอบกับแนวคิดของกลุ่มคาทอลิกหัวโบราณที่กระจายทั่วยุโรป ซึ่งมีพระเจ้าฟิลิปที่ 2 จากสเปน (จอร์ดี้ มอลลา) เป็นหัวหอกที่ต้องการล้มล้างอำนาจของพระองค์ โดยได้รับการหนุนหลังจากศาสนจักรในโรม

สงครามที่จำเป็นต้องเผชิญ ก็โบกธงท้าทายอยู่ไหวๆ

ทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะผ่านพ้นไปได้โดยง่ายดายแล้ว ขัตติยนารีอย่างเอลิซาเบธยังต้องมาเผชิญกับความยุ่งเหยิงในหัวใจ ปัญหาที่ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหนก็ไม่สามารถหลีกพ้นไปได้ ความรักที่มิอาจบอกกล่าวต่อชายธรรมดาที่ประวัติไม่โปร่งใสอย่าง ราเลกห์ (ไคลฟ์ โอเว่น) ก็สร้างความหนักหน่วงมิน้อย ยิ่งเมื่อรักกลับกลายเป็นรัก-สาม-เศร้า ของเรา 3 คน เส้นทางก็ยิ่งวกวนไร้ทางออก

บุญหรือกรรมกันแน่หนอ กับชาติกำเนิดที่ยิ่งใหญ่เฉกนี้

ไม่ต่างกับภาค 2 ของเอลิซาเบธเลย บุญหรือกรรมกันแน่ที่ทำให้คนดูเคยประทับอกประทับใจมากมาย จนก่อเกิดความคาดหวัง

เพราะบอกตรงๆ กันเลยว่า เมื่อเปรียบเทียบกับภาคแรกแล้ว ภาคนี้อ่อนด้อยกว่าพอสมควร ตัวหนังไม่ค่อยแข็งแรงเท่าใดนัก โดยเฉพาะในเรื่องของพล็อตเรื่องที่บทไม่ค่อยเนียน เพราะพล็อตรองที่สร้างขึ้นมาสนับสนุนให้เห็นถึงความกดดันและสภาวะบีบคั้นไม่สามารถที่จะดึงอารมณ์ให้รู้สึกร่วมได้มากนัก ส่วนเทคนิคซีจีก็ไม่รื่นตาเท่าที่ควรเมื่อนึกถึงงบประมาณสร้าง ทำให้นั่งๆ ดูอยู่ก็จะเห็นข้อขัดอกขัดใจยิบย่อยอยู่พอสมควร ถ้าไม่ใช่เป็นมหากาพย์ที่รอคอย ความขัดใจอาจจะไม่มากเท่านี้ก็ได้

ถ้าไม่ได้เรื่องของคอสตูมที่เป็นเสมือนนัยยะของสภาวะในอารมณ์รักและความรู้สึก และบรรยากาศของวังที่แสดงถึงความกดทับแล้วละก็ คงยากพิลึกที่จะรู้สึกดี

แต่สำคัญที่สุดคือ เคท แบลนเชตต์ สามารถทำให้ทุกความรู้สึกคลี่คลายได้ ด้วยฝีมือการแสดงของเธอ

เคทตีบทของเอลิซาเบธได้แตกละเอียดเช่นที่ผ่านมา เธอทำให้รู้สึกได้ถึงความเศร้าฝังลึกที่แฝงอยู่บนการรักษาอำนาจให้คงอยู่ หลายครั้งที่เธอลบเครื่องสำอางที่ฉาบบนใบหน้าออก แล้วทอดกายนั่งนิ่งปล่อยอารมณ์ไปแสนไกล แววตาที่เลื่อนลอยราวกับจมอยู่ในห้วงฝัน ก็ทำให้รู้สึกราวกับกำลังแอบเฝ้ามองหญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงรัก

เมื่อต้องตัดสินใจในบางสิ่งบางอย่าง ที่ขัดกับอารมณ์ความรู้สึกและกระแสสำนึกอย่างรุนแรง แววตาท่าทางที่วุ่นวานกระสับกระส่าย ก็ทำให้แอบลุ้นตามไปด้วย ว่าขอให้ตัดสินใจตามเส้นทางที่ถูกควรที่เถอะ

หรือแม้แต่ยามที่เลือดขัตติยะพลุ่งพล่าน ท่าทางหยิ่งทะนงถือดี กล้าหาญไม่ต่างจากชาย พร้อมที่จะแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า แม้ภาระนั้นจะทำให้บ่าล้าแค่ไหนก็ตาม ยิ่งเมื่อสงครามกำลังดำเนิน จิตใจก็ยิ่งถามไถ่พระนางเช่นกัน ว่าระหว่างความรักกับภาระแห่งหน้าที่ จะให้น้ำหนักต่อสิ่งใดมากกว่ากัน

ซึ่งแทบทุกท่วงทุกท่าทีของเคท ก็สามารถดึงเรื่องราวที่คล้ายจะแย่ ให้กลายเป็นน่าติดตามได้

เป็นภาระบนบ่าทั้งของราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ที่มีต่ออังกฤษ และเป็นภาระของเคท แบลนเชตต์ ที่ต้องแบกรับไว้บนบ่าเสียจริง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์