Cloverfield เล่าอย่างฉลาดแต่เล่นจนเสียของ

Home / วิจารณ์หนัง / Cloverfield เล่าอย่างฉลาดแต่เล่นจนเสียของ

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


Cloverfield คือชื่อถนนสายหนึ่งในย่านซานตา มอนิกาฝั่งตะวันตกของลอสแองเจลิส อันเป็นที่ตั้งสำนักงานของ เจเจ อับรามส์ โปรดิวเซอร์ ซึ่งใช้เป็นชื่อเรียกกันเล่นๆ ในหมู่ทีมงานระหว่างถ่ายทำหนังเรื่องนี้?ในอดีตที่ผ่านมาCloverfield เคยเป็นชื่อที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้เรียกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ประหลาด?

และอีกนัยหนึ่งของชื่อ Cloverfield ในหนังเรื่องนี้อาจมีความหมายว่า พื้นสนามหญ้าที่ปกคลุมด้วยใบ โคลเวอร์ ซึ่งก็คือบริเวณสวนสาธารณะเซ็นทรัลปาร์คสถานที่พบหลักฐานสำคัญ นั่นก็คือวิดีโอเทปบันทึกภาพการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดที่ถล่มมหานครนิวยอร์กจนแหลกเป็นจุล

หนังเปิดเรื่องด้วยภาพแบบโฮมวิดีโอถ่ายจากกล้องแฮนดิแคม ที่ดูสั่นไหว วูบวาบ แต่ภาพที่ปรากฏแสดงให้เห็นบรรยากาศหวานชื่นของคู่หนุ่มสาวที่พลอดรักกันบนอาคารสูง (ที่บางครั้งอีกฝ่ายก็แพนกล้องออกไปนอกอาคารเพื่อถ่ายวิวทิวทัศน์ของนิวยอร์กในมุมสูง) จากนั้นสัญญาณภาพขาดหายไปโดยมีภาพคู่รัก เจสัน (ไมก์โวเจล) และ ลิลลี่ (เจสสิก้าลูคัส) ปรากฏเข้ามาแทนและครั้งนี้คนดูก็มีโอกาสได้รู้จักพวกเขามากขึ้นผ่านการสนทนา และวิดีโอเทปที่เปลี่ยนคนบันทึกภาพมาเป็นฮัด (ทีเจมิลเลอร์) ช่างภาพสมัครเล่นเพื่อนสนิทของทั้งสองที่พากันไปร่วมงานปาร์ตี้เลี้ยงส่ง ร็อบ (ไมเคิลสตัลห์ เดวิด) พี่ชายของเจสันที่กำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่นเช้าวันรุ่งขึ้น และในงานปาร์ตี้ฮัด ก็ดูจะสนุกสนานกับการเที่ยวเดินถ่ายภาพผู้คนผ่านกล้องวิดีโอ บางคนก็ดูจะสนุกไปด้วย ในขณะที่หลายคนก็ดูจะเขินอายเช่นเดียวกับ มาร์ลีน่า (ลิซซี่แคปแลน) หญิงสาวที่ฮัดแอบชอบและเฝ้ามองแอบถ่ายภาพเธอบ่อยครั้ง จนเจสัน เดินเข้ามาตามให้ไปถ่ายภาพพี่ชายของเขาบ้าง ซึ่งในระหว่างนั้นฮัดก็บังเอิญ เผลอไปบันทึกภาพร็อบที่กำลังมีปากเสียงกับ เบ็ธ (โอเด็ตต์ยัสต์แมน) อดีตแฟนสาว ก่อนที่เธอจะโมโหหุนหันพลันแล่นออกไปจากงานพร้อมแฟนหนุ่มคนใหม่ (ซึ่งตรงนี้เองที่หนังเฉลยให้คนดูรู้ว่าคู่รักคู่แรกที่ปรากฏในกล้องวิดีโอก็คือ ร็อบ กับเบ็ธ นั่นเองและ ฮัด ก็ใช้กล้องตัวเดิม, เทปม้วนเดิม บันทึกภาพเพื่อนๆ ในงานปาร์ตี้ ทับภาพของ ร็อบ กับเบ็ธ ที่ได้บันทึกไว้ก่อนหน้านี้)

หนังเก็บภาพสรวลเสเฮฮาของบรรยากาศงานปาร์ตี้ผ่านสายตาของ ฮัด กว่า20 นาทีที่ดูแล้วไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากไปกว่าการได้รู้จักกับตัวละครหลักๆอย่างผิวเผินทั้ง เจสัน, ลิลลี่, มาร์ลีน่า, ร็อบ และฮัด (ที่บางครั้งหันกล้องมาถ่ายตัวเองหรือไม่ก็พลิกคว่ำพลิกหงายบ่อยๆ เพราะความที่ใช้ไม่ค่อยเป็น) จนกระทั่งไฟฟ้าดับไปชั่วครู่เพราะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ผู้คนในงานปาร์ตี้ถึงกับชะงัก และต่างเฝ้ามองหน้าจอทีวีที่กำลังรายงานข่าว ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นตามมา ทั้งหมดพากันกรูขึ้นไปบนดาดฟ้า มองเห็นลูกไฟระเบิดอยู่ไกลๆ ไฟฟ้าเริ่มทะยอยดับลงไปทั้งเมือง เหล่าบรรดาแขกในงานปาร์ตี้ต่างวิ่งเบียดเสียดออกไปยังท้องถนน ท่ามกลางความโกลาหลอลหม่าน ตึกรามพังระเนระนาด ผู้คนวิ่งหนีพร้อมร้องตะโกนก้องมาแต่ไกลว่าสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่มหึมา กำลังบุกถล่มมหานครนิวยอร์ก?กองทัพทั้งทหาร, ตำรวจออกเร่งอพยพผู้คนออกไปจากเกาะแมนฮัตตัน ทุกคนต่างพากันหนีตายข้ามสะพานบรู๊คลิน เพื่อให้รอดพ้นจากสัตว์ประหลาด รวมถึงกลุ่มเพื่อน-พี่น้องทั้ง5 คือร็อบ, เจสัน, ลิลลี่, มาร์ลีน่า และฮัด แต่ในระหว่างนั้นเบ็ธ อดีตแฟนสาวของ ร็อบ โทรศัพท์เข้ามาขอความช่วยเหลือเนื่องจากเธอติดอยู่ในซากตึกถล่มกลางใจเมือง และแทนที่เพื่อนๆทั้งห้าจะรีบหนีออกจากเมือง พวกเขากลับพากันเดินฝ่าซากปรักหักพังเพื่อไปช่วยเหลือ เบ็ธ แน่นอนว่านี่คือการเดินทางไปเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายโดยลำพัง

ตลอดระยะเวลา90 นาทีCloverfield บอกเล่าทุกเหตุการณ์ผ่านกล้องวิดีโอแฮนดิแคมซึ่ง ฮัด ผู้อยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลาเป็นคนบันทึกภาพที่เต็มไปด้วยความสั่นไหวพร่ามัวในบางครั้ง และถึงขั้นวูบวาบจนดูไม่รู้เรื่องในบางขณะ แต่ข้อเสียเหล่านี้ หากมองอีกมุมมันคือการสร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมเหมือนได้เป็นหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ร่วมผจญภัยไปกับตัวละคร และแม้หนังจะเน้นการถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เสมือนเกิดขึ้นจริงโดยไล่เรียงตามเวลาที่เกิดขึ้นทุกขณะ แต่ผู้กำกับ แม็ตต์ รีฟส์ ก็ฉลาดในการอธิบายความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของตัวละคร ร็อบ และเบ็ธ จากเงื่อนไขที่สร้างขึ้นด้วยการที่ฮัด นำเทปม้วนเก่าของร็อบ มาบันทึกซ้ำดังนั้นทุกครั้งที่ ฮัด กดปุ่มสต็อปจะเกิดรอยต่อของการบันทึกภาพ นั่นหมายการปรากฏภาพเดิมของวิดีโอที่เคยถูกบันทึกไว้ก่อนหน้านี้ เพราะฉะนั้นในระหว่างคนดูตึงเครียดและรู้สึกอึดอัดไปกับการวิ่งหนีเอาตัวรอดของตัวละคร (ที่ให้ภาพสั่นไหวชวนให้ปวดหัวและทรมานสายตา) ก็จะมีภาพสวยๆตามสถานที่ต่างๆ ที่ ร็อบ และเบ็ธ เคยเที่ยวพลอดรักด้วยกันแทรกให้เห็นเป็นระยะแต่ขณะเดียวกันมันก็บีบให้บทหนังต้องเล่าปูมหลังอย่างรวบรัดจนขาดคนดูรู้จักตัวละครน้อยเกินไป และถึงแม้หนังจะถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของหนึ่งในตัวละครตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพความรุนแรงได้อย่างชาญฉลาด (หรืออาจจะเป็นการพยายามเลี่ยงไม่ให้ได้เรทอาร์ซึ่งจะทำให้เสียคนดูไปอีกกลุ่มใหญ่ก็เป็นได้) โดยเฉพาะฉากที่เพื่อนทั้ง4 ช่วยกันดึงร่างของเบ็ธที่ถูกเหล็กแหลมเสียบเข้าที่หน้าอกอย่างน่าหวาดเสียว…การเล่นกับเทคนิคเล่าเรื่องด้วยภาพแบบนี้อาจจะใช้ได้ดีกับหนังทุนต่ำอย่าง The Blair Witch Project (2542) เรื่องราวของเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ออกลัดเลาะเสาะหาลัทธิแม่มดตามป่าเขาแต่สำหรับ Cloverfield หนังที่มีพล็อตใหญ่โตว่าด้วยหายนะของโลกจากการทำลายล้างโดยสัตว์ประหลาดที่สร้างความคาดหวังให้แก่คนดูก่อนหน้านี้ว่าจะได้เห็นภาพวินาศสันตะโรจากการโชว์ศักยภาพด้านเทคนิคพิเศษอย่างล้นเหลือ กลับต้องมาถูกจำกัดด้วยงานกำกับภาพแบบแฮนด์เฮลด์ที่ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าสำหรับผู้ชมบางคน แต่ที่สำคัญกว่าคือ วิธีการแบบนี้ผู้สร้างสามารถลดต้นทุนที่สูงลิบจากงานวิชวลเอฟเฟกท์ลงได้กว่าครึ่ง เพราะความอลังการตระการตาจากฉากหายนะ ถูกทำให้เห็นเพียงแค่แวบผ่านชั่วพริบตา

ที่มาจากหนังสือพิมพ์