Feast of Love มากกว่า(แค่)รัก

Home / วิจารณ์หนัง / Feast of Love มากกว่า(แค่)รัก

แป้งร่ำ



 เดินผ่านหน้าโรงหนังสุดคลาสสิคอย่างลิโด้ ก็ต้องสะดุดตาสะดุดใจกับโปสเตอร์หนังที่ดูแล้วกรุ่นกลิ่นรักละมุนละไมเหลือเกิน ละม้ายคล้ายคลึงกับหนังในดวงใจอย่าง Love Actually และ Nothing Hill ของ Feast of Love

ยิ่งเมื่อเห็น มอร์แกน ฟรีแมน ทำหน้าตาใจดีอบอุ๊น อบอุ่นอยู่บนโปสเตอร์ สาวกหนังโรแมนติคอย่างเราก็เลยเดินใจลอยๆ เข้าไปซื้อตั๋วหนังราวกับโดนสะกดจิต

แล้วก็แทบจะไม่ผิดหวังเลยจริงๆ เพราะตลอดเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ปรัชญาแห่งรักหลากรูปแบบ หลากความรู้สึกก็สะกดสายตาจนแทบละจากหน้าจอไม่ได้เลย

แม้ท้ายที่สุดแล้ว รักที่รู้สึกจะไม่ได้ละม้าย 2 เรื่องโปรดเลยก็ตาม

Feast of Love เล่าเรื่องราวของผู้คนที่วนเวียนเข้ามาในร้านกาแฟ ผ่านสายตาของศาสตราจารย์ แฮร์รี่ สตีเวนสัน (มอร์แกน ฟรีแมน) ที่คอยเฝ้ามองการเคลื่อนผ่านและหมุนเวียนของความรักหลากรูปแบบ ที่ทั้งแสวงหาส่วนเติมเต็ม แอบซ่อนเร่าร้อน อบอุ่นสวยงาม ผ่านมาแล้วผ่านเลย และหลายครั้งเขาได้กลายเป็นที่ปรึกษา และคอยปลุกปลอบผู้คนที่บอบช้ำจากความรัก โดยมีเจ้าของร้านกาแฟที่สุดจะเพอร์เฟ็คต์เพราะทั้งน่ารักและใจดี แต่อลหม่านกับรัก (ที่คิดว่า) แท้นับครั้งไม่ถ้วนอย่าง แบรดลีย์ (เกร็ก คินเนียร์) เป็นเสมือนจุดเชื่อมโยงเรื่องราวความรักที่แตกต่างของแต่ละคู่ ทั้งตัวเองและแคธริน (แซลมา แบลร์) ภรรยาสาวที่หลงรักผู้หญิงที่รู้จักกันไม่นาน ตัวเองกับไดอาน่า (ราดา มิทเชลล์) ที่คบกันแล้วคล้ายจะมีความสุข แต่นั่นเป็นความรู้สึกที่แท้หรือ ในเมื่อไดอาน่าก็มีสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีพันธะแล้วอย่างเดวิด (บิลลี่ เบิร์ก)

ระหว่างที่หนังกำลังเล่าเรื่องรักที่ผันแปรตลอดเวลาของแบรดลีย์ หนังก็เสนอความรักของโคลเอ้ (อเล็กซ่า ดาวาลอส) ที่รักแรกพบกับ ออสการ์ (โทบี้ เฮมิงเวย์) ที่ดูเผินๆ แล้วคล้ายจะเป็นรักที่ฉาบฉวยวูบวาบของวัยรุ่น แต่ที่แท้แล้วได้กลายเป็นรักนิรันดร์ที่ยืนยงอย่างไม่น่าเชื่อ

และแม้แฮร์รี่ จะไม่ได้เป็นตัวละครที่พัวพันในความรักเหล่านั้น แต่เรื่องราวที่พานพบก็ทำให้แฮร์รี่ได้เรียนรู้และรักษาบาดแผลที่ซ่อนลึกในชีวิต

จริงๆ แล้ว ถ้าถามว่าหนังเรื่องนี้เลิศเลอมากมายไหม ก็บอกตรงๆ เลยว่าไม่ถึงขนาดที่จะต้องกรี๊ดกร๊าด โดยเฉพาะเมื่อลองเทียบกับหนังรักแบบหลากชีวิตที่ผ่านสายตาเราบ่อยครั้งในช่วงหลังๆ เพราะมีหลายเรื่องที่สร้างออกมาได้ดีและตราตรึงความรู้สึกมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น Love Actually ที่งานสังสรรค์แห่งรักนี้ทิ้งรอยยิ้มละมุนละไมไว้อย่างยากจะลบเลือน หรือแม้แต่หนังไทยที่เพิ่งจะลาโรงได้ไม่นานนักอย่าง รักแห่งสยาม

อุปสรรคส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ Feast of Love เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายเรื่องดังชื่อเดียวกันของ ชาล์ส แบ๊กเตอร์ และตัวหนังก็ยังยึดถือกับบทนวนิยายมากเกินควร เลยทำให้การผูกโยงเรื่องราวของตัวละครยังไม่ค่อยลื่นเนียน ดูคล้ายๆ กับนั่งดูหนังซีรีส์ที่เอาเรื่องราวมาร้อยเรียงกัน อารมณ์ของหนังสะดุดบ้างในบางห้วงอารมณ์ เพราะขาดความสมจริงในการอธิบายพฤติกรรมของตัวละครในบางครั้ง และเมื่อประกอบกับมุมมองของการเล่าเรื่องด้วยมุมมองภายนอกของตัวละครตัวหนึ่ง เข้าสู่สภาวะภายในของตัวละครอีกหลายๆ ตัว ก็เลยไม่สามารถดึงอารมณ์ทั้งทุกข์ สุข เศร้าให้เกิดขึ้นได้อย่างลึกซึ้ง
 
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Feast of Love จะไม่น่าจดจำ เพราะสิ่งที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ ที่สามารถลบกลบข้อด้อยแห่งกลวิธีการดำเนินเรื่องได้อย่างเนียนสนิท คือ สารของความรัก ความรู้สึกสากลที่ทุกคนต่างพยายามไขว่คว้าหาคำตอบ

เพราะเรื่องราวความรักใน Feast of Love ไม่ใช่รักหวานใสไร้สาระราวเทพนิยาย แต่นี่คือรักในชีวิตจริง รักที่ก่อเกิดทั้งทุกข์ สุข รักที่นำพาทั้งความอิ่มเอมและพลาดเผลอ แต่ความรักก็ยังเป็นที่ต้องการ และถูกแสวงหาอยู่เรื่อยไป

ประเด็นยิบย่อยของความรักที่ลึกซึ้งมากมายสอดแทรกอยู่ในตัวเนื้อหาและคำพูดที่กระทบกระแทกใจ และหลายๆ ครั้งก็กลายเป็นสภาวะย้อนมองตนและขบคิด ณ เวลานั้นแบบไม่รู้ตัว

“มนุษย์ไม่เคยตายเพราะความรัก แต่มนุษย์ตายเพราะรักไม่เป็นมากกว่า” แค่ประโยคเปิดเรื่องนี้ก็ทำเอาถึงกับนั่งอึ้ง ก่อนที่อีกหลายๆ คำจะตามมากระแทกหัวใจเป็นระยะๆ พร้อมกับความพยายามที่จะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งรักของแต่ละตัวละคร

ระหว่างที่สองตายายกำลังหวีผมให้แก่กัน แฮร์รี่บอกเอสเธอร์ว่า “เราต้องยอมรับให้ได้ว่าสักวันหนึ่ง เราต่างก็จะต้องอยู่คนเดียว”

เอสเธอร์เงียบไป ก่อนที่จะบอกว่า “ถ้างั้น เราจะต้องรักกันให้มากที่สุดในทุกๆ วัน”

เมื่อชายหนุ่มอย่างแบรดลีย์พลาดผิดกับความรัก จนท้อแท้ถอดใจ ชายชราอย่างแฮร์รี่ก็เพียงมองนิ่งๆ ก่อนที่จะพูดว่า

“จงกระโจนเข้าหามันเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้อย่าลืมเปิดตา”

นี่แค่ไฟฟ้าแบบเบาะๆ ที่ทำหัวใจกระตุกเป็นระยะๆ

ชีวิตของแต่ละตัวละคร ล้วนสูญเสียอะไรบางอย่าง แต่ก็มีบางอย่างมาทดแทน สุขและทุกข์เป็นของคู่กันเสมอ และสิ่งหนึ่งที่เป็นโปรโมชั่นแถมมากับสุขทุกข์ คือความเปลี่ยนแปลง เพราะงั้นในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว สิ่งสำคัญคือวิธีการรับมือและจัดการสัจธรรมเหล่านั้น ด้วยความกล้าแกร่งของหัวใจ ไม่ใช่จมจ่อมตัวเองอยู่กับความเศร้าโศกไปตลอดชีวิต

ทุกอย่างบนโลกใบนี้เกิดขึ้นจากพื้นฐานของคำสั้นๆ อย่างคำว่ารัก

และแม้ว่ารักจะออกแบบไม่ได้ แต่ถ้ารักให้เป็น รักให้พอดี รักให้เข้าใจ และศรัทธาในตัวเอง ความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นก็ทำได้แค่ทำร้าย แต่ไม่ใช่ทำลายชีวิต

ถึงจะไม่ใช่หนังที่จับจิตจับใจมากมาย แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากให้ไปลองอิ่มเอม โดยเฉพาะคนที่กำลังสับสนต้องการคำตอบในรัก เพราะบางทีคำตอบที่กำลังค้นหา อาจอยู่ในส่วนหนึ่งส่วนใดของสารแห่งรักใน Feast of Love ก็เป็นได้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์