HITMAN โคตรเพชฌฆาต 47

Home / วิจารณ์หนัง / HITMAN โคตรเพชฌฆาต 47

คอลัมน์ หนังเด่น
กฤษดา


ถึงแม้เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากเกม (ซึ่งแสดงถึงการมีแหล่งที่มาที่ชัดเจนและมีลักษณะเฉพาะตัว) แต่หนังอย่าง Hitman ก็สามารถถูกจัดให้อยู่ในส่วนหนึ่งของแนวหนังได้ไม่ยาก

เมื่อพิจารณาในแง่เรื่องราวและตัวละคร Hitman เป็นส่วนผสมของหนังแนวอาชญากรรม (โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับมือปืน) กับหนังแนวสายลับ

หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้น ตัวละครเอกผู้ซึ่งไม่มีชื่อ แต่มีเพียงแค่หมายเลขประจำตัว (47) อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ชื่นชอบสายลับ

โดยเป็นอีกทางเลือกหนึ่งหลังจากนักดูหนังได้รู้จักสายลับรหัส 007 ผู้ซึ่งมักประกาศตัวตนหนักแน่นชัดเจนว่า ชื่อ เจมส์ บอนด์ ในขณะเดียวกัน ก็ได้เคยรู้จักสายลับผู้ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครอย่างเจสัน บอร์นมาแล้ว

เพชฌฆาตใน Hitman อาจจะเป็นบอนด์อีกรูปแบบหนึ่ง และอาจจะเป็นบอร์นในอีกรูปแบบหนึ่ง

แต่สิ่งที่แตกต่างไปจากทิ้งบอนด์และบอร์น นอกเหนือไปจากลักษณะทางกายภาพ (เช่น ศีรษะโล้น) ก็คือนักฆ่ารายนี้ดูเหมือนว่าไม่มีความรู้สึกพิเศษกับผู้หญิง


รายของเจสัน บอร์นนั้นมีอย่างน้อย 1 คน และทำให้เชื่อว่าจะมีเพิ่มขึ้นหลังจบภาค 3 ส่วนเจมส์ บอนด์นั้นไม่ต้องบรรยายรายละเอียดมาก (ดูเหมือนว่าผู้หญิงจะเป็นเป้าหมายหลัก หรือภารกิจหลักพอๆ กับภารกิจจริงๆ)

ฉากที่มีความหมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ก็คือ เมื่อมีฉากที่กำลังจะกลายเป็นฉากรัก แต่แล้วเพชฌฆาตศีรษะโล้นก็ทำให้มันเป็นแค่กำลังจะกลายเป็นเท่านั้น

ถ้าหากวิเคราะห์จากฉากนี้ ตัวละครเอกอาจจะสามารถแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับงานได้อย่างดีเยี่ยม อาจมีวินัยและมีความอดทนอดกลั้น แต่ก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเป็นพวกตายด้านและอาจถึงขั้นไม่ชอบผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในแง่การสร้างตัวละคร ตัวละครเอกน่าจะถูกสร้างให้เป็นส่วนผสมของนักบวชกับเครื่องจักร (และแน่นอนว่า ตรงนี้ทำให้นึกถึงคนเหล็กได้ด้วย)

นั่นคือเป็นผู้มีระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดและเป็นสิ่งที่ไร้ความรู้สึกแบบเครื่องจักร (ตามแบบที่นำเสนอในช่วงเปิดเรื่อง)

นอกจากนั้น ในแง่หนังเกี่ยวกับมือปืน Hitman น่าจะทำให้คนดูจำนวนไม่น้อยนึกถึงหนังแนวเดียวกันที่ว่าด้วยมือปืนผู้ซึ่งต้องกลายมาเป็นผู้ถูกล่า (หรือกลายเป็นเหยื่อ)

อีกตัวอย่างซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Hitman น่าจะได้รับอิทธิพลจากหนังอีกแนวก็คือฉากต่อสู้กันด้วยดาบ (หลังจากที่ผ่านฉากเอาปืนชี้หน้าแบบหลายทิศทาง) โดยตัวละครได้กล่าวว่าให้มาสู้กันอย่างมีศักดิ์ศรีหรือให้ตายอย่างมีศักดิ์ศรี ตามมาด้วยฉากต่อสู้ฟันดาบ ซึ่งดูแล้วทำให้นึกถึงแนวคิดและการต่อสู้ในหนังซามูไร

อาจจะกล่าวได้ว่า Hitman เป็นตัวอย่างของการผสมผสาน แต่ยังคงไว้ซึ่งลักษณะเฉพาะตัว แค่การโกนหัวและมีแถบประทับข้างหลังเหมือนสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ถือว่าแตกต่างและโดดเด่นอย่างยิ่งแล้ว

ในส่วนของการเล่าเรื่องและงานด้านการถ่ายทำนั้น Hitman เดินเรื่องฉับไวทันอกทันใจดี มีงานด้านภาพที่ทำให้หนังดูกลมกลืนใสนแง่เรื่องราว ตัวละครและสไตล์

และเช่นเดียวกับหนังแนวสายลับเรื่องอื่น การนำคนดูไปพบสถานที่หลากหลายและนำไปเยือนอย่างรวดเร็วราวกับพาทัวร์เป็นความบันเทิงอีกอย่างที่หนังมอบให้

สำหรับคนดูผู้ชื่นชอบการสาดกระสุนเข้าใส่กัน ผสมกับการต่อสู้และมีระเบิดปนอยู่บ้าง Hitman น่าจะตอบสนองความพึงพอใจได้ดี

โดยส่วนตัวแล้ว ผมดู Hitman ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน อาจมีความรู้สึกรำคาญบ้างเมื่อเห็นความพยายามที่จะปิดบังเรือนร่างของผู้แสดงหญิง

รำคาญเนื่องจากไม่เข้าใจเลยว่าการกระทำเช่นนั้น (ใช้เทคนิคปิดบังบางส่วน) มาจากหลักคิดอะไรและทำไมยังคงคิดและทำอย่างนั้นอยู่ (เป็นไปได้ว่าทางเจ้าของหนังอาจจะทำเอง หรือไม่ก็ทำตามคำแนะนำของผู้ตรวจพิจารณา)

ถ้าหากคิดและเชื่อว่าให้เห็นเลือดได้แต่ไม่ให้เห็นนม ผมจะประหลาดใจมากที่ยังมีการคิดอย่างนั้น และสงสัยว่าจะคิดแบบนั้นไปอีกนานแค่ไหน

ผู้กำกับฯ – ซาเวียร์ เจ็นส์
ผู้แสดง – ทิโมธี โอลิแฟนต์, ดูเกรย์ สกอตต์, โอลก้า คูริ เลนโก้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์