คินดะอิจิหน้ากากร้อยศพ ความเก๋า เก๋า ที่เอาเรื่อง

Home / วิจารณ์หนัง / คินดะอิจิหน้ากากร้อยศพ ความเก๋า เก๋า ที่เอาเรื่อง

Film
ปาเตรัซซี่


ถ้าจะเอ่ยชื่อตัวแทนนักสืบในโลกวรรณกรรม ‘เชอร์ล็อก โฮล์ม’ ‘ปัวโรห์’ ดูจะเป็นชื่อที่ติดสำเนียงฝรั่งมังค่าทั้งนั้น …แต่ทันทีที่ ‘คินดะอิจิ โคสุเกะ’ ตัวละครนิยายสืบสวนสุดคลาสสิกของญี่ปุ่นชื่อเสียงโด่งดังมานานกว่า 40 ปี จากฝีมือการเขียนของ โยโคมิโซะ เซชิ ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเมื่อไม่กี่ปีมานี้ สอดรับกับกระแส ‘คินดะอิจิ ฮาจิเมะ’ ตัวเอกจากการ์ตูนชุดยอดนิยมในหมู่นักอ่านชาวไทย ซึ่งผู้เขียนเขียนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพกับบทประพันธ์ขึ้นหิ้งเรื่องดังกล่าว ยิ่งมีส่วนทำให้ ‘คินดะอิจิ’ เป็นที่กล่าวขวัญอย่างกว้างขวางในหมู่นักอ่านชาวไทย

และเมื่อมีข่าวคราวว่านักสืบญี่ปุ่นภาคนิยายจะขึ้นจอเงิน ภาพยนตร์เรื่อง ‘คินดะอิจิ หน้ากากร้อยศพ’ (Murder of the Inugami Clan) จึงเป็นที่รอคอยของใครหลายๆ คน ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย อิชิคาวะ คอน นำแสดงโดย อิชิซากะ โคจิ มัทซึชิมะ นานาโกะ ฟูจิ สุมิโกะ รวมทั้ง (อดีต) ขวัญใจวัยรุ่นอย่าง ฟุคาดะ เคียวโกะ

เรื่องคร่าวๆ ก็มีอยู่ว่า พินัยกรรมของคุณตาซาเฮ อินุงามิ เจ้าของทรัพย์สินมหาศาล ระบุเงื่อนไขประหลาดว่า ทามาโยะ หลานสาวของผู้มีพระคุณของคุณตาซาเฮ จะเป็นผู้ได้รับมรดกทั้งหมด ถ้าหากเธอแต่งงานกับหลานชายหนึ่งในสามคนของคุณตาซาเฮ ทนายของตระกูลอย่าง วากาบา ยาชิ สังหรณ์ว่าพินัยกรรมฉบับนี้กำลังจะก่อให้เกิดเหตุร้ายขึ้น จึงได้ไปขอร้องให้ คินดะอิจิ โคสุเกะ นักสืบชื่อดังมาช่วยคลี่คลาย ท่ามกลางการช่วงชิงมรดกด้วยวิธีต่างๆ นานา จนนำมาซึ่งฆาตกรรมสุดสยอง…

ถ้าจะไล่เรียงว่า ‘คินดะอิจิ’ ภาคนี้ เคยถูกสร้างและออกฉายมาแล้วเมื่อปี 2519 แถมประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามก็คงจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ผู้กำกับภาพยนตร์ อิชิซาวะ และนักแสดงนำบางรายโดยเฉพาะผู้รับบทคินดะอิจิอย่างอิชิซากะ ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าเดิมจากเวอร์ชั่นที่แล้วทั้งนั้น!?

จึงไม่ต้องแปลกใจแต่อย่างใด ถ้าหนังที่เพิ่งสร้างออกฉายเรื่องนี้ จะมีกลิ่นอายความเก่าแก่เข้ากับยุคสงครามโลกที่เกิดในหนังตลอดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเลือดปลอมสีแดงแปร๊ด การแต่งหน้า รวมทั้งเทคนิควูบวาบแบบที่เคยเห็นในหนังสยองขวัญสมัยก่อน จะมีเพียงก็เทคนิคการตัดต่อที่ฉับไวเท่านั้น ที่ช่วยทำให้หนังดูมีความเป็นปัจจุบันขึ้นมาบ้าง

การชมภาพยนตร์ให้มีอรรถรสจึงไม่ได้อยู่ที่การลุ้นว่า ‘ใครฆ่า’ เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การรอว่า จะมีเทคนิคคลาสสิกที่ดูแล้ว “ฮา” ออกมาอีกเมื่อไหร่ ซึ่งความจงใจของผู้กำกับในส่วนนี้ทำให้หนังยิ่งดูสนุกยิ่งขึ้น สำหรับการรวบเนื้อหาจากหนังสือสู่ภาพยนตร์ รับรองได้ว่าแฟนหนังสือไม่มีผิดหวัง เพราะหนังดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างน่าติดตาม พร้อมเนื้อหาไม่มีตกหล่น

แม้ภาพยนตร์เวอร์ชั่นนี้จะไม่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นเท่าเวอร์ชั่นเก่า ด้วยความที่ทำจน ‘เหมือน’ เกินไปจนขาดเอกลักษณ์ แต่คอหนังสืบสวนและคอหนังสือถ้าอยากลิ้มรสชาติใหม่ๆ ภายใต้อารมณ์ความเก่าที่ดูเก๋เอาเรื่อง ก็ไม่ควรพลาด หนังฉายจำกัดโรงเฉพาะที่เมเจอร์รัชโยธินและเครือเอเพ็กซ์เท่านั้น

ที่มา เสาร์สวัสดี
http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/