Across the Universe บีตเทิ่ลส์ คือทุกสิ่ง

Home / วิจารณ์หนัง / Across the Universe บีตเทิ่ลส์ คือทุกสิ่ง

Film
นางสาวรื่นรมย์


เสียงเพลงกับเนื้อหาเพลงของ The beatles เป็นแรงบันดาลใจและวัตถุดิบในการเล่าเรื่องราวของความรักและความคิดวัยรุ่นในทศวรรษ 60 โดย จูลี เทย์มอร์ ผู้กำกับหญิงผู้โด่งดังจากหนังชีวประวัติศิลปิน Frida เป็นผู้ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบหนังเพลงชื่อ Across the Universe

การผูกเรื่องของชายหนุ่มหญิงสาววัยรุ่น คู่ของ “จู๊ด” หนุ่มลิเวอร์พูล อังกฤษ กับ “ลูซี่” สาวอเมริกัน ผู้พบรักและเรียนรู้ชีวิตจากการพลัดพราก ท่ามกลางสภาวะสังคมที่ผันผวน เมื่ออเมริกาเข้าร่วมสงครามเวียดนาม หนังเล่าด้วยเพลงของวง เดอะ บีตเทิ่ลส์ ซึ่งเป็นไอดอลของหนุ่มสาวในยุค 60

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ที่เคยเห็นใน Platoon หรือ Forrest Gump ว่าด้วยการวิพากษ์สังคมอเมริกันยุคนั้น ถูกปรับแต่งแปลงโฉมด้วยสีสันละลานตา ที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สร้างภาพ การจัดฉากชูคอนเซปต์มากกว่าจะเน้นความสมจริง มีสี รูปทรงและดีไซน์เป็นจุดอ้างอิงยุคสมัย เป็นพื้นหลังของหนังที่ถูกโรยหน้าด้วยเพลงดังของสี่เต่าทองถึง 30 เพลง รวมถึง Hey Jude, I Am the Walrus, และ All You Need is Love

รูปแบบการนำเสนอเป็นหนังเพลง ที่ตัวละครร้องไป มีฉากเต้นรำบ้าง สลับกับบทพูดตามโลเคชั่นบ้างเป็นระยะ เพลงของเดอะบีตเทิ่ลส์ถูกใช้เป็นแนวทางในการเล่าเรื่อง บทภาพยนตร์ที่ดึงเอาความหมายจากเพลงต่างๆ มาเรียงร้อยเป็นเหตุการณ์ อารมณ์ความรู้สึก และตัวละครอาศัยเนื้อเพลงอันเฉียบคม เป็นคำแทนสุนทรพจน์ และบทสนทนา หรือกระทั่งในบางบทสนทนา ถ้อยคำบางถ้อยคำถูกดึงออกมาจากเนื้อเพลงอีกด้วย

หน้าหนังบอกชัดแจ้งว่าต้องการหวนอดีต และสดุดียุคสมัยความรุ่งเรืองของจิตวิญญาณอิสระ เมื่อคนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาปฏิวัติวัฒนธรรมคนรุ่นเก่า และเพลงของเดอะบีตเทิ่ลส์ โดยตัวมันเองก็เป็น “คลื่นลูกใหม่” ทั้งในด้านดนตรีและเนื้อหาอยู่แล้ว อิทธิพลที่ต่อคนหนุ่มสาวยุคนั้นสะท้อนออกมาทั้งในทางแฟชั่นและความคิด

นอกเหนือจากเพลงของเดอะ บีตเทิ่ลส์ ยังมีบทอ้างอิงถึง “ไอคอน” ทางดนตรีของสมัยนั้นอย่าง เจนิส จอพพลิน สาวผิวขาวเสียงบลูส์ เจมี่ เฮนดริกซ์ เทพเจ้ากีตาร์ร็อคแอนด์โรลผิวสี และวงร็อคขายคอนเซปต์อย่าง CCR (Creedence Clearwater Revival ) แถมยังมีหมายเหตุทางวัฒนธรรมอื่นๆ โผล่อยู่ตามจุดต่างๆ ของหนังเป็นระยะ รวมถึงโลโก้แอปเปิล ของค่ายเพลงที่เหล่าสมาชิกสี่เต่าทอง

อาจเป็นเพราะลักษณะของเพลงป๊อปประกอบภาพ ฉากหลายฉากจึงดูเหมือนมิวสิควิดีโอที่มีคอนเซปต์ แยกขาดจากเนื้อเรื่องไปเป็นช่วงๆ ซึ่งอาจจะมีข้ออ้างของการ “เน้นย้ำ” สารและความคิดบางอย่าง เพื่อบอกกับผู้ชมได้ เช่นฉากวิพากษ์สงครามเวียดนาม โดยใช้เพลง STRAWBERRY FIELDS FOREVER เป็นต้น แต่ในการขยายเนื้อหาจากเนื้อเพลง หรือที่ผู้กำกับบอกว่าเป็น “ตีความเพลง” ของบีตเทิ่ลส์เป็นหลักไม่ได้ผลักดันการพัฒนาเนื้อเรื่องมากนัก

นักแสดงนำวัยรุ่นอย่าง เอวาน ราเชล วู้ด (ในบทลูซี่) และจิม สเตอร์แกส (ในบทจู๊ด) ต้องทำหน้าที่ร้องเพลง ถ่ายทอดสารที่ว่าเหล่านั้น โดยมีทีมสมทบบิ๊กเนมอย่าง โบโน่ นักร้องนำวง U2 นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคมหมายเลขหนึ่งของวงการร็อค เหมาะเจาะกับเนื้อหนังเป็นที่สุด และหน้าที่ในการขับขานเพลงเนื้อหาขึงขังกึ่งเสียดสีอย่าง I Am A Walrus

และ โจ ค็อคเกอร์ นักร้องที่แจ้งเกิดจากงานวู้ดสต็อก ปี 1969 มาร่วมแสดง เพื่อทำหน้าที่ร้องเพลง Come Together ในน้ำเสียงเกรี้ยวกราดได้ไม่แพ้ต้นฉบับ จอห์น เลนนอน ช่วยตอกย้ำอารมณ์ถั่งโถม ก่อนจะปล่อยให้คู่นักแสดงนำวัยรุ่นครวญเพลง All I Need Is Love เป็นไคลแมกซ์และบทสรุปของเรื่อง ที่ใช้ชื่อภาษาไทยไว้ว่า “รักนั้นคือทุกสิ่ง”

แต่จะตีความหนังจากเพลงได้ลุ่มลึกแค่ไหน งานนี้ตัวใครตัวมันล่ะ

หมายเหตุ : Across the Universe กำหนดฉาย 3 ม.ค. 2551 ในโรงภาพยนตร์เครือเอเพ็กซ์ เท่านั้น

ที่มา เสาร์สวัสดี
http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/