Le Grand Chef แดจังกึมฉบับผู้ชายขายขำ

Home / วิจารณ์หนัง / Le Grand Chef แดจังกึมฉบับผู้ชายขายขำ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นด้วยการประลองฝีมือทำอาหารของสองพ่อครัว ซองซัน (คิมคังวู) และ บองจู (อิมวอนฮี) เพื่อช่วงชิงตำแหน่งเจ้าของภัตตาคารและสถาบันสอนทำอาหารชื่อดังของประเทศโจทย์สำหรับการแข่งขันครั้งนี้คือ ทั้งสองฝ่ายต้องแล่เนื้อปลาปักเป้ามาทำซาซิมิ

แต่ปรากฏว่าในระหว่างปรุงซองซันเกิดทำผิดพลาด เขาจึงจากมาพร้อมอำลาอาชีพพ่อครัวไปใช้ชีวิตในชนบท ดูแลปู่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ และหาเลี้ยงชีพโดยการปลูกผักผลไม้ขาย ด้วยความที่ซองซันเป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อีกทั้งยังมากด้วยอัธยาศัยไมตรีเขาจึงเป็นที่รักใคร่ชอบพอของเหล่าแม่บ้านร้านตลาดละแวกนั้น

ต่อมาไม่นานมีชายชาวญี่ปุ่นเดินทางมาเกาหลีพร้อมกับมีดทำครัวโบราณโดยบอกว่าเป็นมีดของวูนามยุง พ่อครัววังหลวงคนสุดท้ายแห่งราชวงศ์โชซุนผู้มีฝีมือการทำอาหารเป็นเลิศ แต่ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อาณัติของข้าหลวงญี่ปุ่นที่มารุกรานชาติของตน ซึ่งหลังจากปรุงอาหารมื้อสุดท้ายถวายกษัตริย์ และเมื่อพระองค์ได้เสวยก็ถึงกับร่ำไห้ด้วยความโสมนัสระคนโศกสลดในความกลมกล่อมและอาลัยถึงรสชาติความอร่อยของน้ำซุปต้นตำรับสูตรลับเฉพาะ ที่ไม่มีพ่อครัวคนใดจะปรุงรสได้เทียมเท่า จากนั้นพ่อครัวหลวงก็ตัดสินใจใช้มีดทำครัวเล่มนี้ตัดข้อมือตัวเองเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อบ้านเมืองและกษัตริย์เพราะไม่ต้องการเป็นข้ารับใช้ปรุงอาหารให้ศัตรูได้ลิ้มรส

ชายชาวญี่ปุ่นผู้นำมีดเล่มนี้มาอ้างว่าตนเองเป็นทายาทข้าหลวง และต้องการนำมีดทำครัวโบราณมาคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริง หรือไม่ก็พ่อครัวที่มีฝีมือคู่ควร ดังนั้นทางการเกาหลีจึงจัดให้มีการประลองเพื่อหาสุดยอดพ่อครัวจากทั่วประเทศที่เหมาะแก่การครอบครองมีดทำครัวโบราณอย่างแท้จริง แน่นอนว่าพ่อครัวใหญ่แห่งสถาบันสอนทำอาหารระดับประเทศอย่าง บองจู เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ด้วย ในขณะที่ ซองซัน กลับปฏิเสธที่จะเข้าครัวทำอาหารอีกครั้งแม้ตัวเองจะมีฝีมือเป็นเลิศเพียงใด

แต่สุดท้ายด้วยการผลักดันของจินซู สาวโก๊ะโปรดิวเซอร์รายการทีวีที่บังเอิญได้ลองลิ้มชิมรสฝีมือการทำอาหารของซองซันและในฐานะผู้ติดตามทำข่าวการแข่งขันครั้งสำคัญรายการนี้ก็โน้มน้าวชักจูงเป็นผลสำเร็จ จนในที่สุด บองจู และซองซัน ก็ฝ่าด่านผู้เข้าแข่งขันนับร้อย เข้ามาประลองฝีมือกันตัวต่อตัวในรอบสุดท้าย

อันที่จริงแล้วความสนุกของหนัง Le Grand Chef ที่ใช้ชื่อไทยว่าบิ๊กกุ๊กศึกโลกันตร์ เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกเลยทีเดียวจากภาพการประลองฝีมือทำอาหาร ซาซิมิปลาปักเป้า ระหว่างสองพ่อครัวหนุ่มซองซันและบองจู ที่แสดงให้เห็นกระบวนการแล่เนื้อปลาเป็นชิ้นบางๆ ผ่านการปรุงและจัดวางอย่างสวยงามเป็นรูปนกกระเรียนที่เชิญชวนให้ลิ้มลอง

ข้ามไปสู่ซีเควนซ์ต่อมากับชีวิตในชนบทของ ซองซันและปู่อัลไซเมอร์ หนังก็พยายามยังสอดแทรกความสนุกสนานเป็นระยะๆ ด้วยการใช้มุกตลกจากอาการหลงๆ ลืมๆ ของคุณปู่ และตัวละครคู่สามี-ภรรยา เพื่อนบ้าน ที่ตัวสามีกลายเป็นมาเป็นลูกมือผู้ช่วยพ่อครัวซองซัน

ในเวลาต่อมารวมทั้งความมีชีวิตชีวาของเหล่าสาวแก่แม่ม่าย ที่ติดอกติดใจลีลาพ่อค้าปากหวานของซองซัน ยังไม่นับรวมความเปิ่น – โก๊ะ ของ จินซู ระหว่างที่เธอถ่ายทำรายการเกี่ยวกับผู้แข่งขันแต่ไฮไลท์สำคัญของ Le Grand Chef นั้นอยู่ที่การประลองฝีมือทำอาหารโดยเหล่าพ่อครัวระดับพระกาฬที่หวังช่วงชิงมีดทำครัวโบราณแห่งวังหลวง ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นอาหารเกาหลีชั้นเลิศกว่าหลายสิบรายการ ผ่านด่านปรุงอาหาร 5 ประเภท ตั้งแต่เมนูสัตว์ปีกที่มีทั้งไก่อบหม้อดินที่ไม่ธรรมดา ไปจนถึงลูกชิ้นไก่ฟ้าเสวย หรือเมนูประเภทเนื้อปลา ที่มีตั้งแต่ซูชิธรรมดาไปจนถึงบะหมี่ปลากะพงแดงสีสันน่ากิน เสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียงครบครันในแบบอาหารเกาหลีไม่ว่าจะเป็นผักและเห็ดนานาชนิด, ซาลาเปาแผ่น จนถึงลูกชิ้น

ส่วนการแข่งขันประเภทย่างก็เริ่มตั้งแต่ให้ผู้แข่งขันหาไม้เนื้อดีมาเผาเป็นถ่านสำหรับใช้ย่างอาหาร รวมถึงการแข่งทักษะแล่เนื้อ ที่ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดสรรหาวัวพันธุ์ดี รูปร่างสมบูรณ์ มีปริมาณสัดส่วนของเนื้อและไขมันที่พอเหมาะ และสุดท้ายในรอบชิงชนะเลิศคือ การแข่งปรุงซุปต้นตำรับพ่อครัววังหลวง

ตลอดเวลาของการแข่งขันนอกจากผู้ชมจะเพลิดเพลินไปกับกรรมวิธีปรุงอาหารอันประณีตพิถีพิถันแล้ว หนังยังกำหนดให้พ่อครัวหนุ่มต้องเผชิญอุปสรรคต่างๆ นานา อีกทั้งยังสร้างตัวละครประเภทลูกคู่เข้ามาเพิ่มสีสันให้สนุกสนานยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมุกตลกจากสองผู้ช่วยของซองซันและบองจูนั้น เรียกเสียงหัวเราะได้เกือบตลอดเวลาที่พวกเขาปรากฏตัว พร้อมๆ กันนั้นหนังก็อธิบายปูมหลังของตัวละครสำคัญอย่างซองซันและบองจูควบคู่กันไป

และด้วยความที่Le Grand Chef ดัดแปลงมาจาก”ชิกเกก หนังสือการ์ตูนเรื่องดังของเกาหลีพล็อตหนังบางช่วงหรือตัวละครบางตัว อาจมีความเป็นการ์ตูนอยู่สูงจนเกินจริง แต่หนังก็ปกปิดข้อบกพร่องเหล่านั้นด้วยทักษะการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล โดยอาศัยลูกเล่นของจังหวะการตัดต่ออันแพรวพราว ดนตรีประกอบที่เลือกใช้ได้ถูกกับอารมณ์ในแต่ละฉาก การจัดองค์ประกอบศิลป์ที่สื่อความหมายและจำลองบรรยากาศ ซึ่งมีอยู่หลากหลายมากๆ ตั้งแต่ชนบทท้องไร่ท้องนา, สภาพบ้านเมืองร่วมสมัย ไปจนถึงปราสาทราชวังในยุคโบราณ

ที่สำคัญคืองานด้านภาพที่เก็บรายละเอียดได้ครบถ้วนตั้งแต่ฉากใหญ่โตอลังการมีนักแสดงนับร้อย ไปจนถึงฉากการทำอาหารที่ต้องอาศัยความประณีต ละเอียดอ่อน งานกำกับภาพในเรื่องนี้ก็สามารถถ่ายทอดความอ่อนช้อยของศิลปะการปรุงได้อย่างสวยงามน่าชมและน่าชิม อีกทั้งประเด็นของหนังยังแข็งแรง เพราะแฝงแง่คิดดีๆ ที่ว่าด้วยการรักษาจิตวิญญาณในความเป็นชาตินิยมและปกป้องรากเหง้าของวัฒนธรรมตน ที่สำคัญคนเกาหลีเองต่างก็พากันชื่นชม เพราะหนังกวาดรายได้ไปมหาศาลทันทีที่ออกฉายในบ้านเกิด?นี่คือหนังดีดูสนุกอีกเรื่องจากเกาหลีในรอบ2-3 ปีมานี้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์