ไดเรคเตอร์คัท รักแห่งสยาม ฉบับแห่งความพึงพอใจ

Home / วิจารณ์หนัง / ไดเรคเตอร์คัท รักแห่งสยาม ฉบับแห่งความพึงพอใจ

Film
มานี


กรณีหนังที่มีหลายฉบับหรือหลายเวอร์ชั่น อันเนื่องมาจากการ ‘ตัดต่อ’ ที่ต่างกัน มีผลต่อการรับรู้และรับสารจากสื่อภาพเคลื่อนไหว ในหลายแบบหลายมิติ เช่น หนังฉบับที่ถูกหั่นบางฉากที่เป็นบทบู๊บนเตียง อย่างในหนัง Lust , Caution ที่เมื่อพิจารณาเทียบฉบับที่หนังฉายโรงปกติบ้านเรา กับฉบับที่เรียกว่า US version (สำหรับฉายในอเมริกา ติดเรท NC-17 หมายถึง เด็กอายุต่ำกว่า 17 ห้ามดู) แล้ว จะเห็นว่าส่วนที่ถูกตัดไปนั้น เป็นใจความสำคัญของอารมณ์และเนื้อหาของเรื่องเลยทีเดียว เหมือนดังที่พี่จ๋องแห่งรายการหนังหน้าไมค์ ทางคลื่นแฟตเรดิโอ บอกว่า “เหมือนหนังพูดไม่ครบ”

แต่สำหรับ Director’s Cut ของ มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่ทำกับ ‘รักแห่งสยาม’ ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ในทางตรงกันข้าม (หรือไม่เกี่ยวกันเลย แค่อยากพูดถึง Lust,Caution) หนังของมะเดี่ยว ได้ถูกตัดต่อใหม่ เพื่อความพึงพอใจที่สุดของฝ่ายผู้สร้าง และความคาดหวังของผู้ชมเสียมากกว่า

จากเดิมความยาวสองชั่วโมงเศษ ที่ว่ากันว่าเป็นสาเหตุของการตัดทอนรอบฉายในโรงภาพยนตร์ปกติให้น้อยลงกว่าหนังทั่วไป และมีผลต่อรายได้จากยอดขายตั๋วอย่างแน่นอน แต่เมื่อหนังออกฉายและถูกใจคนกลุ่มหนึ่ง แว่วมาว่าหนังที่มีเรื่องราวความรักที่บางคนในสังคมอาจจะรับไม่ได้ จึงมีคนตั้งสมมติฐาน (หรืออาจเป็นอุปาทานหมู่ว่า) น่าจะมีเนื้อหาที่ยาวกว่านี้ แบบที่ผู้กำกับ คนเขียนบท และคนตัดต่อ เก็บบางอย่างไว้ ไม่ปล่อยออกมาจนสุด (ใจ) เนื่องด้วยเงื่อนไขทางการตลาดของหนังหรืออย่างไรก็ตามแต่ และแล้วแฟนหนังกลุ่มใหญ่ก็ได้สมอารมณ์หมาย เมื่อมะเดี่ยวยอมลงแรงตัดหนังใหม่ และเปิดฉายในรูปแบบ ‘ดีวีดี’ ฉายผ่านโปรเจคเตอร์ขึ้นจอหนังในโรงหนังกะทัดรัด ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม มีคิวฉาย (ตามจำนวนผู้ซื้อตั๋ว) ยาวไปจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์

อย่างไรก็ตาม โดยเนื้อหนังที่ได้เวลาเพิ่ม ในการฉายภาพส่วน ‘ต่อเติม’ ใหม่ที่ถูก ‘บั่น’ ออกไปจาก รักแห่งสยาม ฉบับปกติ ดูเทียบกันแล้วพบว่าเนื้อหาและทิศทางเรื่องฉบับเดิมนั้น ไม่ได้ถูกลด ‘ทอน’ ลงไปแต่อย่างใด นั่นหมายความว่า แม้จะไม่มีฉาก จูน (พลอย-เฌอมาลย์) โทรศัพท์หาเอเย่นต์ส่งนักเรียนไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อบอกเลื่อนการเดินทาง แต่หนังในฉบับเดิมก็สามารถบอกกล่าวการตัดสินใจของตัวละครนี้ได้ เมื่อสุดท้ายหนังสรุปที่การออกเดินทางจากสถานีขนส่งหมอชิต

ฉากที่เพิ่มมาใน รักแห่งสยาม สามชั่วโมงเศษนี้ จึงอาจเป็นเพียงการต่อเติมเวลาที่จะ ‘ซึมซับ’ ความรู้สึกในช่วงใดช่วงหนึ่งมากขึ้นไป ไม่ได้มีผลกับการแปลความหมายที่ต่างไปสักเท่าไร

เช่น ฉากเด่นในห้องโถงโรงหนังสกาล่า สยามสแควร์ เมื่อเด็กหนุ่มสองคนนั่งคุยกันถึง ‘ความแปลกแยก’ กับสิ่งที่เขาเป็นอยู่ อันเป็นจุดเผยใจของตัวละครเอกทั้งสองว่า เขายอมรับ ‘กันและกัน’ อย่างไร แม้ไม่มีในฉบับปกติ ก็ไม่ได้ทำให้เนื้อหนังหรืออารมณ์ลึกซึ้งขาดหาย แต่ไหนๆ ก็เพิ่มฉากแล้ว ก็ย่อมมีส่วนเติมเป็นผลพวง อย่างในฉากโรงหนังสกาล่า และอีกหลายฉากที่เกิดขึ้นในสยามสแควร์ ก็กลายเป็นการเพิ่มหรืออีกนัยหนึ่งของการเป็นสื่อ คือการเก็บบันทึกบรรยากาศรอบๆ บริเวณ ‘พื้นที่’ ที่เป็นของ ‘วัยรุ่น’ ในหนัง อันเป็นพื้นที่จากมุมส่วนตัวของมะเดี่ยว ที่อยากแบ่งปันกับผู้ชมไปด้วย

ส่วนฉากฮือฮาที่ทำให้คนดูกรี๊ดลั่นโรงเมื่อแรกเห็น ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่านั้น ตรงกันข้ามช่วงเวลาของความตื่นเต้นและอารมณ์ ช็อค(ใน)ซีเนม่า ถูกลดทอนไป เพราะทุกคนได้รู้ได้เห็นมันมาก่อนแล้ว รวมถึง ‘จังหวะ’ และ ‘เวลา’ ที่ฉากจุมพิตปรากฏ ได้ถูกยืดระยะออกไป เมื่อฉากอื่นๆ ในรายละเอียดชีวิตประจำวันของตัวละครแต่ละฝ่ายถูกขยายมากขึ้น

หรือการได้เห็นเด็กชายวัยประถมร่ำไห้และปลอบโยนกันบนเตียง (ในฉากเพิ่มรายละเอียดของตัวละครในวัยเด็ก) ก็น่าจะมีส่วนให้เดาอารมณ์ได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ซึ่งไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่หนังต้องเป็นอย่างนั้น

เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว การฉายภาพบางอย่างทีละนิดทีละน้อย เพียงเกริ่นความรู้สึกไว้ และให้คนดูได้มีที่ว่าง เติมส่วนของตัวเองเข้าไปได้ ก็อาจจะทำให้หนังมีค่าและมีความหมายมากพออยู่แล้ว ดังนั้นการได้เห็นฉบับที่ผู้กำกับพึงพอใจที่สุด โดยไม่ติดเงื่อนไขเชิงธุรกิจ ก็อาจเป็นความพึงใจร่วมที่อยากเห็นช่วงเวลาเหล่านั้น นานต่อไปอีกนิด และต้องเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้องมืดฉายบนจอ มีเสียงแอบฮือ เสียงกระซิบและเสียงหัวเราะคิก ของคนแปลกหน้าที่มาแชร์เวลา (สุข) ร่วมกันด้วย

ที่มา เสาร์สวัสดี

http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/