No Country for Old Men ล่าคนดุในเมืองเดือด

Home / วิจารณ์หนัง / No Country for Old Men ล่าคนดุในเมืองเดือด

 

คอลัมน์ หนังเด่น
กฤษดา


คําถามที่ผู้สนใจเรื่องหนังอาจพบตามหน้าบทวิจารณ์หนังก็คือ “พี่น้องคู่นี้ทำหนังเป็น แต่สงสัยว่างานที่ทำออกมานั้นมีสาระหรือไม่?”

ข้อความข้างบนอาจนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตและอาจถึงขั้นสรุปได้ว่าโจเอล กับอีธาน โคเอ็น เป็นนักทำหนังที่มีฝีมือดี แต่ยังเป็นที่สงสัยในแง่เนื้อหาสาระที่นำเสนอ

บางคนอาจถึงขั้นสรุปเลยว่าหนังของสองพี่น้องโคเอ็นเป็นหนังที่แทบไม่มีสาระ

แน่นอนทีเดียวว่าการตั้งข้อสังเกตและข้อสงสัย (หรือแม้แต่การสรุป) ดังกล่าวยังไม่ใช่ที่สิ้นสุด อย่างน้อยคงต้องเสียเวลาพอสมควรสำหรับการกำหนดความหมายของคำว่า “สาระ” แต่สิ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตก็คือหนังของพวกเขาไม่ใช่งานที่เน้นสาระ หากแต่เน้นรูปแบบ หรือความเป็นหนังมากกว่า

ที่ผมกล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่างานของพวกโคเอ็นไม่มีสาระ เพียงแต่มันมีจุดเด่นอย่างอื่น และจุดเด่นอย่างอื่นนั้นก็โดดเด่นจนทำให้เชื่อว่า สาระ (ถ้าหากว่ามันพอจะมีอยู่บ้าง) แทบไม่มีความสำคัญ

และ “จุดเด่นอย่างอื่น” ที่กล่าวไปก็อาจจะระบุได้อย่างเฉพาะเจาะจงว่ามันคือสไตล์ของหนัง ซึ่งรวมถึงอารมณ์ขันอันพิลึก และการผสมผสานรูปแบบของหนังเกรดบี แต่ที่เด่นจริงๆ คือฝีมือในการเขียนบท ทั้งในแง่การนำเรื่องสุดแปลกมาเล่าและวิธีการเล่าเรื่อง

อย่างไรก็ตาม No Country for Old Men อาจจะเป็นข้อยกเว้นในแง่ของเนื้อสาระ

หนังที่ได้รางวัลออสการ์หนังยอดเยี่ยมประจำปีนี้ยังคงไว้ซึ่งสไตล์แบบโคเอ็น แต่ว่าเป็นงานที่สอดแทรกสาระที่หนักแน่นชัดเจน อย่างน้อยก็หนักแน่นชัดเจน กว่างานที่ผ่านมา

สิ่งสำคัญที่หนังได้นำเสนอให้เห็นก็คือ โลกปัจจุบันที่ความชั่วร้ายได้เข้าปกคลุม ความชั่วร้าย (โดยเฉพาะอย่างยิ่งความโลภ) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเรื่องราวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ระดับขโมยกระเป๋าเงินคนอื่นหรือแค่เอาเงินแลกเสื้อ

การไม่เข้าใจและสิ้นหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นของตัวละครที่รับบทโดยทอมมี่ ลี โจนส์ ไม่เพียงแต่บอกว่าโลกนี้หรือประเทศนี้อาจไม่ใช่ที่สำหรับคนรุ่นเก่าเท่านั้น หากแต่ยังทำให้มองเห็นด้วยว่าอนาคตจะมีแต่ความเลวร้ายและสิ้นหวัง

โดยเป็นความเลวร้ายระดับนักฆ่าและฆาตกรโรคจิตเดินออกจากเหตุการณ์รุนแรงกลางชุมชนด้วยความช่วยเหลือของเด็กวัยรุ่น

สิ่งที่ยังคงมีอยู่ในงานของสองพี่น้องโคเอ็นก็คือการนำเรื่องราวที่ “แปลก” มาเล่า และด้วยวิธีการเล่าที่น่าติดตาม

การขโมยเงินของพวกทำธุรกิจผิดกฎหมายอาจไม่ ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ผู้ขโมยต้องหนีการตามล่าของนักฆ่าและฆาตกรโรคจิตโดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามติด ตามสอบสวนด้วยความมึนงงนั้นนับว่าเป็นเรื่องแปลก

นอกจากนั้น ตัวละครที่เป็นนักฆ่าและฆาตกรโรคจิต (สวมบทบาทโดย ฮาเวียร์ บาร์เด็ม) ก็เป็นตัวละครที่สุดแปลก ทั้งทรงผม การพูดและวิธีการฆ่า

และต้องยอมรับว่าการแสดงของฮาเวียร์ บาร์เด็มมีส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวละครกลายเป็นผู้ร้ายที่โหดเหี้ยมและน่ากลัวที่สุดนับตั้งแต่การปรากฏตัวของ ดร.เล็กเตอร์ เป็นต้นมา

นอกจากความแปลกแล้ว บทหนังยังสามารถจูงความสนใจได้ตลอด โดยยังคงเต็มไปด้วยการทิ้งท้ายให้ติดตามและยากที่จะคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในฉากต่อๆ ไปและจะจบแบบไหน

ในส่วนของการกำกับฯ โจเอลกับอีธาน โคเอ็น ทำ ให้หนังเดินไปข้างหน้าอย่างถูกจังหวะ หลายฉากเป็นฉากที่ยอดเยี่ยม (โดยเฉพาะทุกฉากที่นักฆ่าปรากฏตัวกับคนอื่น)

โดยฉากที่ผมว่าดีที่สุดคือ ตอนที่เห็นเงายืนอยู่ตรงประตูห้องโรงแรม ทั้งๆ ที่รู้ว่าอย่างมากก็แค่มีการยิงกันและมีการตาย แต่ยังอดตื่นเต้นระทึกใจไม่ได้

หนังของพวกโคเอ็นยังเด่นในแง่การใช้สถานที่เพื่อสร้างบรรยากาศ เช่น ที่โล่งที่แม้ว่าดูเปิดโล่งแต่กลับแฝงความน่ากลัวและอันตราย

No Country For Old Men ได้รางวัลออสการ์ 4 สาขารางวัล ได้แก่ หนังยอดเยี่ยม ผู้กำกับฯ บทฯ ดัดแปลงและผู้แสดงสมทบชาย

ถึงแม้กวาดรางวัลระดับมหาชนนิยมอย่างออสการ์ แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มิใช่หนังของคนดูหนังทั่วไปอย่างแน่นอน

ผู้กำกับฯ – โจเอล โคเอ็น และอีธาน โคเอ็น
ผู้แสดง – ทอมมี่ ลี โจนส์, จอช โบรลิน, ฮาเวียร์ บาร์เด็ม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์