โกสท์ วิสเปอเรอร์ ประตูผ่านที่คนอยากพบ

Home / วิจารณ์หนัง / โกสท์ วิสเปอเรอร์ ประตูผ่านที่คนอยากพบ

เพราะความตายเป็นการจากกันอย่างไม่หวนกลับ ความตายจึงเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวในเบื้องแรก เป็นเรื่องที่ผู้คนอยากหลีกหนี เป็นหัวข้อที่คนไม่ชอบพูดถึง ใครพูดถึงความตายก็จะถือเป็นลางไม่ดี

แม้จนวันนี้ ที่พระพุทธศาสนาซึ่งบอกว่าเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นอนิจจัง เป็นเรื่องธรรมดา จะผ่านมายาวนานถึง 2550 ปี แต่ความตายก็ยังเป็นเรื่องที่คนสนใจ อยากรู้ ว่าโลกหลังความตายเป็นอย่างไร เช่นเดียวกับผู้คนทางตะวันตก ซึ่งคิดค้นหาทางที่จะยืดชีวิตให้ยาวนานออกไปอยู่ตลอดเวลา

ประตูซึ่งเปิดผ่านระหว่างสองภพ โลกคนเป็นกับโลกคนตาย จึงย่อมจะถูกค้นหามาไม่หยุดยั้งเช่นเดียวกัน

ที่พบเห็นมากที่สุดคือคนทรง ซึ่งเชื่อว่ามีสัมผัสที่ใช้ร่างของตัว สื่อสารระหว่างคนเป็นกับคนตายได้ แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันว่าเป็นจริง ไม่ว่าจะด้วยตรรกะหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ใดๆ

ทำไมคนถึงกลัวตายนัก คำถามนี้แทบทุกคนคงตอบได้ใกล้เคียงกัน เว้นเสียแต่ผู้ตระหนักในคุณค่าที่แท้ของชีวิต ซึ่งเข้าใจอนิจลักษณะ ที่ไม่เกรงความตาย

แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้และเข้าใจว่า ไม่สามารถรอดพ้นความตาย ซึ่งไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ตายที่ไหน และตายอย่างไร ก็ยังอยากติดต่อกับโลกหลังความตายทั้งๆ มีชีวิตอยู่ นั่นเป็นเพราะ คนส่วนมากมีเรื่องติดค้างกันและกันเสมอ หากยังสะสางกันตอนมีชีวิตไม่ได้ ก็ย่อมคาใจไปกระทั่งตายจาก

ถึงได้สำนึกรู้ว่า อย่างนี้ทำความเข้าใจกันเสียแต่แรกก็ดี

เรื่องทำนองนี้มีตั้งแต่ที่รายละเอียดเล็กๆ ไปจนเรื่องใหญ่ซึ่งทำให้คนอยู่หลังตายตาไม่หลับ

หากมีประตูผ่านไปทำความเข้าใจกันได้ก็วิเศษ

หนังฝรั่งชุด “โกสท์ วิสเปอเรอร์” จะสร้างขึ้นเพื่อเยียวยาความรู้สึกนี้หรือไม่ หรือด้วยเป้าหมายใด ไม่รู้พอจะบอกได้ แต่สามารถจับกุญแจสำคัญที่จะไขความรู้สึกผู้คนในเรื่องนี้ได้

เพราะสิ่งที่หนังพยายามสื่อออกมานั้น ไม่ห่างไกลไปจากสิ่งที่ผู้คนต้องการ นั่นคือ โลกนี้มีการจากกันอย่างค้างคาใจอยู่เสมอ การได้ชำระสะสางเรื่องราวหรือความรู้สึกที่ติดคาอยู่นั้น จึงเป็นเรื่องอิ่มเอม เป็นเรื่องที่ทำให้ซาบซึ้งและประทับใจได้ไม่ยาก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภายในครอบครัว สามีกับภรรยา พ่อแม่กับลูก พี่กับน้อง คนรัก หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูกันก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม เมื่อดูติดต่อไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เห็นได้ว่า ปัจฉิมโอวาทก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ท่านทั้งหลายจงยังชีวิตด้วยความไม่ประมาทเถิด จึงเป็นคำตอบของหนังชุดนี้

และเป็นคำตอบสำหรับทุกผู้คนซึ่งมีชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี

มีแต่การอยู่ด้วยกันในโลกอย่างเข้าอกเข้าใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้อยทีถ้อยอาศัย ถ้อยทีถ้อยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยไม่เบียดเบียนกัน อย่างระมัดระวังด้วยสติเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้คนตายจากกันไปอย่างยินยอมพร้อมใจ ไม่ว่าจะยังมีความผูกพัน หรือห่วงกังวลอยู่บ้างหรือไม่ก็ตาม

หนังเปิดฉากตอนแรกด้วยวิญญาณทหารผ่านศึกซึ่งกลับบ้านไม่ถูก มาหา เจนนิเฟอร์ เลิฟ ฮิวอิท ซึ่งรับบทภรรยาสาวของนักผจญเพลิงหนุ่ม เดวิด คอนราด และมีร้านขายของเก่าในเมืองเล็กๆ น่ารัก กับเพื่อนหญิง ไอชา ไทเลอร์

ด้วยการเริ่มต้นไม่กี่ฉาก เราก็จะเห็นว่าเธอสามารถติดต่อกับคนตายได้แต่เด็ก โดยมียายซึ่งมีคุณสมบัติเดียวกัน คอยช่วยเธอทำความเข้าใจกับความสามารถนี้ ว่าจะช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์ได้เป็นจำนวนมาก

หนังหลอกเราแต่ฉากแรก ด้วยงานแต่งงานของเธอซึ่งมีน้องชายเจ้าบ่าวมาคุยด้วย ก่อนจะดำเนินไปให้เห็นความคล้ายคลึงกันของคู่สามีภรรยา ที่ฝ่ายชายทำหน้าที่ปฐมพยาบาลช่วยชีวิต ซึ่งอ่อนไหวกับความเจ็บปวดของผู้คนเช่นเดียวกัน ทำให้หนังเดินเรื่องไปได้อย่างกลมกลืน ไม่ให้ปัญหาครอบครัวเกิดขึ้นมาแย่งความจริงจังไป จนตอนท้ายที่ฝ่ายชายช่วยชีวิตคนเจ็บไม่ได้ น้องชายจึงผ่านเธอเข้ามามีบทบาท

ด้วยบทที่ผูกไว้อย่างมีจังหวะจะโคน แม้จะรวบรัดด้วยเวลาที่ต้องจบในตอนบ้าง ก็ไม่ได้บังคับผู้ชมต้องฝืนใจติดตาม แต่กลับกินใจในความละเอียดอ่อนของเรื่อง ระหว่างพ่อกับลูก (เดอะ ไพลอท) หรือแม่กับลูกน้อยที่ตายจาก (เดอะ ครอสซิ่ง) หรือพี่สาวกับน้องสาวแฝด (โกสท์, อินเทอรัปเต็ด) หรือหญิงสาวกับวิญญาณคนรักซึ่งวนเวียนอยู่ไม่ยอมจากไป (เม็นเด็ด ฮาร์ท)

หนังชุดนี้สร้างมาถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมาได้ 55 ตอนแล้ว ได้รับความนิยมอย่างสูงทุกตอนในสหรัฐ และเมื่อแพร่ภาพทางทีวีบ้านเรา ก็มีผู้ชมติดตามอย่างมาก

น่าจะเป็นหนังชุดหนึ่งซึ่งช่วยให้คนได้หันกลับมามองกันและกันอย่างพิถีพิถันใส่ใจอีกครั้ง แทนที่จะปล่อยให้เวลาแห่งโลภ โกรธ หลง กัดกินตัวเปล่าเปลืองไป แล้วพากันเสียใจแบบค้างคาหลังตายจากกันไปแล้ว

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

ดีวีดีแบบถูกลิขสิทธิ์ในไทยก็มีขายแล้วนะครับ