Kite Runner : บาดแผลที่ ร้าว-ซึม-ลึก

Home / วิจารณ์หนัง / Kite Runner : บาดแผลที่ ร้าว-ซึม-ลึก

แป้งร่ำ


อาเมียร์ เด็กน้อยกำพร้าแม่ชาวพาชทูน (มุสลิมนิกายสุหนี่) เติบโตมาในตระกูลที่มั่งคั่ง

ฮัสซาน กำพร้าไม่แตกต่าง แต่มีสถานะเพียงเด็กรับใช้ชาวฮาซารา (มุสลิมนิกายชีอะห์) ที่คอยดูแลอาเมียร์

ดูแลด้วยจงรักและภักดี จนก่อเกิดมิตรภาพที่คลี่คลายชนชั้น แต่น่าเสียดายที่นั่นเป็นความรู้สึกที่ล้ำลึกเพียงฝ่ายเดียว

เพราะแม้จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ จะงอกงามจากจิตพิสุทธิ์ อาเมียร์มักจะเล่านิทานที่แต่งเองให้ฮัสซานฟัง ไปดูหนังเคาบอยเรื่องโปรดด้วยกัน

และโปรดปรานการแข่งว่าวเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อไหร่ที่ปาดว่าวของคู่แข่งจนชนะ ฮัสซานเป็นคนเดียวที่รู้ทิศทางของว่าวที่ร่วงหล่น และวิ่งตามไปเก็บมามอบให้อาเมียร์ได้ทุกครั้ง

“สำหรับคุณ ให้วิ่งกว่านี้อีกพันเท่าก็ยังไหว” คำพูดซื่อๆ สั้นๆ และการกระทำที่จริงจังบ่งบอกถึงความจริงใจที่ล้ำลึก

ดูๆ แล้วเพื่อนน่าจะไปกันดี แต่บางเหตุการณ์ได้ทำลายทุกสิ่งสิ้น ด้วยภาวะอารมณ์ในสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความขาดกลัวของอาร์เมียน ที่ชนะเหนือใจฮัซสานอันสัตย์ซื่อ

และนั่นก็ได้ทำร้ายทำลายทุกสิ่ง ท่ามกลางไอสงครามที่กำลังร้อนระอุในแผ่นดินอัฟกานิสถาน ทุกอย่างกลายเป็นเพียงภาพจำในวัยเยาว์ของทั้งสองที่ถูกกาลเวลากลืนกินไป

ก่อนที่กระแสสำนึกจะนำบางอย่างหวนคืน

เคยรู้จักกับ Kite Runner ก่อนที่จะถูกถ่ายทอดลงบนแผ่นฟิล์ม เพราะนี่คือผลงานชิ้นเอกของ คาเล็ด ฮอสไซนี นักเขียนชาวอเมริกา-อัฟกัน ที่กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน และได้รับการถ่ายทอดโดย วิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ ในชื่อภาษาไทยว่า เด็กเก็บว่าว

฿วันที่ปิดหน้าสุดท้ายของหนังสือ ตกใจตัวเองเหลือเกินที่หยดน้ำยังคงซึมอยู่ในหน่วยตา และน่ายินดีที่บนจอกว้างก็สามารถสร้างความรู้สึกรวดร้าวซึมลึกได้อย่างแทบจะไม่ต่างกัน฿ ทั้งจากต้นทุนของเนื้อหาที่บาดลึก บรรยากาศของสงครามที่ค่อยๆ เพิ่มความร้าวรานสูญเสีย เพลงประกอบที่หม่นเศร้าถูกจังหวะ

ต้องขอปรบมือให้กับ มาร์ค ฟอร์สเตอร์ ผู้กำกับ เพราะแม้จะมีบางตอนหล่นหายไปบ้าง อย่างสาเหตุของความเกลียดชังต่อชาวฮาซารา แต่ทุกรสชาติก็ยังคงกระทบใจ ด้วยวิธีผูกปมขนาดเขื่องเพื่ออรรถาธิบายบาดแผลของชีวิตคนได้อย่างสมบูรณ์

บาดแผลที่เกิดจากการนิ่งดูดาย ไม่ยื่นมือ

ดูๆ แล้วก็ได้แต่นั่งคิดว่า บางทีที่ทุกภาคส่วนในสังคมยังคงวุ่นวายอยู่จนทุกวันนี้ เกิดจากความนิ่งดูดายหรือเปล่าหนอ

฿นิ่ง ตั้งแต่จุดเล็กๆ ในความเป็นเพื่อน นิ่ง จนบ่มเพาะความไม่ใส่ใจระหว่างกัน และกลายเป็นความชินชาเมื่อเห็นสิ่งสกปรกที่กำลังแทรกซึม คล้ายๆ สภาวะที่บ้านเรากำลังเป็น฿

และที่หลายคนประกาศก้องเชื่อเหลือเกินว่า ทุกบาดแผลจะลบล้างได้ด้วยเวลาที่ผันผ่าน

แต่เคยถามตัวเองจริงจังบ้างไหมว่า จริงหรือ?

“คนมักพูดว่า เราฝังอดีตได้ในกาลเวลา ไม่จริงหรอก อดีตสามารถตะกายกรงเล็บ แล้วคลานกลับมาหาเราได้เสมอ เมื่อมองย้อนกลับไป ผมรู้ดีว่าส่วนหนึ่งของผมยังคงนั่งยองๆ แอบดูอยู่หลังกำแพงในซอยนั้น ตลอดยี่สิบหกปีผ่านมา” อาร์เมียร์บอกเอาไว้

นี่แค่ร่องรอยระหว่างมิตรภาพ แล้วรอยหมางที่เกิดจากความไม่ใส่ใจล่ะในภาคส่วนที่ใหญ่กว่าล่ะ จะขนาดไหน แล้ววิธีใดเล่า ที่จะถ่ายถอนรอยแผลที่ตอกย้ำนั้นได้

นิ่งเฉยต่อไปเรื่อยๆ พร้อมให้เหตุผลฉาบหน้าว่านี่คือการปล่อยวาง ไม่ใช่เรื่องของเรา พร้อมกับนั่งดูการทำลายล้างทั้งจิตใจแห่งมนุษย์และทำลายล้างชีวิตของมนุษย์ด้วยกัน

หรือจะยอมรับว่านี่ละคือความจริง แล้วเรียนรู้สิ่งที่มีอยู่และเป็นไปในตัวตน

เพื่อเซาะกรีดความมืดดำไม่ให้ร้าว ซึม ลึก อีกต่อไป

ที่มาจากหนังสือพิมพ์