I could never be your woman บ่อยครั้งที่เราต้องฝืนธรรมชาติ

Home / วิจารณ์หนัง / I could never be your woman บ่อยครั้งที่เราต้องฝืนธรรมชาติ

คอลัมน์ เล่าเรื่องหนัง
โดย ติสตู



I could never be your woman เปิดเรื่องมาด้วยการนำเสนอเรื่องราวผ่านการบอกเล่าของ “นางฟ้า” (รับบทโดยเทรซี่ อัลท์แมน) ที่กำลังไล่เรียงวิวัฒนาการของโลกจากการก่อกำเนิดด้วยความสมบูรณ์ของธรรมชาติ วิวัฒน์มาถึงการที่มนุษย์เลิกเคารพกฎเกณฑ์การพึ่งพิง หรืออยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ มาเป็นการพยายามเหนือนำธรรมชาติ และคิดค้นสิ่งที่จะฝืนความเป็นธรรมชาตินั้นขึ้นมาเรื่อยๆ ในแต่ละยุคสมัย ผ่านการยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมที่มนุษย์แห่แหนกันเข้าไปให้หมอใช้มีดผ่า กรีด เสริมศัลยกรรมในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย

ก่อนที่นางฟ้าจะพูดประโยคสรุปดื้อๆ กับคนดูอย่างเราว่า “เธอจะแอ๊บแบ๊วยังไงก็ได้ แต่ข้างในเธอก็เหี่ยวอยู่ดี” พูดจบหนังตัดกลับมาให้เรารู้จักตัวละครวัยกลางคนอย่าง “โรซี่” (มิเชลล์ ไฟเฟอร์) ม่ายสาววัยเลขสี่

กิจกรรมหลักของ “โรซี่” คือคิดมุขรายการทีวี You Go Girl ที่เธอเป็นโปรดิวเซอร์ และเล่นตุ๊กตาบาร์บี้กับลูกสาว “อิซซี่” (เซียร์ชา โรแนน) แต่ไม่นาน “โรซี่” ก็พบว่าเธอต้องเผชิญสถานการณ์ที่ผู้บริหารต้องการเปลี่ยนซีรีส์ที่เรตติ้งตกให้เป็นเรียลิตี้โชว์ที่กำลังฮ็อตฮิต พร้อมกับเธอต้องรับมือกับลูกกับสาวที่เริ่มเป็นสาว ผละทิ้งตุ๊กตาบาร์บี้ไปสนใจหนุ่มฮ็อตที่โรงเรียน ขณะเดียวกันเธอยังรู้สึกถึงความไม่ปกติทางใจกับ “อดัม” (พอล รัดด์) นักแสดงหนุ่มวัยละอ่อนที่อายุห่างกว่าเธอเป็นสิบปี

I could never be your woman สร้างปมซ้อนปมในเรื่อง “วัย” และความแตกต่างระหว่างวัยไว้ผ่านการดำเนินชีวิตคู่ขนานของ “โรซี่” สาววัยเลขสี่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว และกำลังตกหลุมรักเด็กหนุ่มอายุอ่อนกว่า พร้อมกับคำถามความเหมาะสม และความรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝืนกฎเกณฑ์การมีคู่ในทางธรรมชาติที่เป็นมา ขณะเดียวกันฝั่ง “อิซซี่” ลูกสาวของเธอที่กำลังเติบโตเป็นเด็กสาวคิดว่าการพยายามพรีเซ็นต์ตัวเองในแบบที่วัยรุ่นสาวๆ นิยมนั้น (แต่ขัดกับบุคลิกลักษณะของเธอ) จะได้ผลกับเพื่อนชายโรงเรียนเดียวกัน

ประเด็น “ฝืนธรรมชาติ” ในหนังที่ผู้กำกับฯ “เอมี่ เฮคเกอร์ลิง” เลือกจะถ่ายทอดมุมมองนี้ด้วยการนำเสนอภาพสังคมบริโภคนิยมที่ให้คุณค่าความสวยงามที่ภายนอก, ความเชื่อที่ว่าเด็กสาวย่อมน่ามองสดใส และอะไรๆ ก็เข้าข้างมากกว่าผู้หญิงที่มีอายุนำหน้าด้วยเลขสี่

หนังไม่เพียงตั้งคำถามกับการที่สังคมหันไปสู่การยอมรับว่าการทำศัลยกรรมลดวัย (ภายนอก) เป็นการพยายามฝืนกลไกธรรมชาติของมนุษย์ในระดับปัจเจกชนที่เป็นปกติแล้ว แต่ยังนำเสนอในเชิงประชดว่าการทำศัลยกรรมบางครั้งมันก็เป็นเรื่องดีอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในเมื่อสังคมให้ค่าและเชื่อกันที่ภายนอกมากกว่า โดยหนังใช้การนำเสนอว่าเรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้น แม้กระทั่งอดีตสามีของ “โรซี่” เองยังไม่สามารถทนกับสภาพที่สมวัยของตัวเอง และตัดสินใจไปทำศัลยกรรมปลูกผม กระทั่งเลยเถิดไปทำส่วนอื่นในใบหน้า

อันที่จริงแม้โทนหนังจะเต็มไปด้วยมุขประชดประชันเสียดสีบรรดาสาวแอ๊บแบ๊ว แต่หนังก็ยังมีกลิ่นสตรีนิยม (เฟมินิสต์) คลอไปในเรื่อง นั่นทำให้บางด้านหนังก็เลือกที่จะเข้าใจผู้หญิงที่ทำศัลยกรรม (บางคน) และบางมุมก็ไม่พยายามตัดสินจนเกินไปนัก ด้วยการให้เหตุผลทำนองว่าพวกเธออยากอ่อนวัยก็ใช่ว่าเธอจะไร้สติ

ใน I could never be your woman นอกจากจะพยายามตั้งคำถามอย่างเป็นกลางกับสังคมนี้ว่า แม้มนุษย์จะพยายามฝืนธรรมชาติ เช่น การทำศัลยกรรมลดวัยเพราะไม่อยากแก่, การมีค่านิยมทางเพศใหม่ที่สาวแก่ควงเด็กหนุ่ม, ความเข้าใจว่าความสมบูรณ์แบบแทนค่าด้วยความสวยงามภายนอก หรือแม้กระทั่งผู้ชายต้องมาดแมนเข้มแข็ง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผู้กำกับฯไม่ได้บอกว่ามันผิดหรือถูก แต่ตั้งคำถามด้วยประเด็นที่ข้องใจว่าเมื่อธรรมชาติดูจะวางกฎเกณฑ์ว่าเป็นเช่นนี้ แต่บ่อยครั้งที่มนุษย์กระทำการฝืนธรรมชาติ และคำตอบในหนังที่ว่า บางครั้งการฝืนธรรมชาติก็ใช่ว่าจะผิดเสมอไป

ที่มาจากหนังสือพิมพ์