The Orphanage สถานรับเลี้ยง”เด็กผี”

Home / วิจารณ์หนัง / The Orphanage สถานรับเลี้ยง”เด็กผี”

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com


สัปดาห์ก่อนพูดถึงเจ้าของรางวัลออสการ์หนังภาษาต่างประเทศเรื่อง The Counterfeiters(มีโปรแกรมฉายในบ้านเราเร็วๆ นี้) ตั้งใจว่าสัปดาห์นี้และคราวต่อๆ ไปจะไล่เรียงหนังตัวแทนของประเทศต่างๆ ที่ส่งเข้าประกวดในรอบปีเดียวกันเท่าที่ผู้เขียนได้ชมซึ่งมีอยู่หลายเรื่อง อาจจะสลับด้วยหนังนอกเหนือจากนี้บ้างตามแต่โอกาส

เริ่มด้วย The Orphanage หรือ El Orfanato หนังสยองขวัญที่ฮิตมากในสเปนเมื่อปีที่แล้ว ทั้งยังได้เข้าชิงรางวัลโกย่าหรือตุ๊กตาทองของสเปนถึง 14 สาขา รวมถึงหนังยอดเยี่ยม ก่อนจะคว้ามาได้ 7 สาขา ผลงานกำกับฯเรื่องแรกของ ฆวน อันโตนิโอ บาโยน่า ซึ่งผันตัวมาจากวงการมิวสิควิดีโอ

ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างของหนังเรื่องนี้คือ กีลเลร์โม เดล โตโร ผู้กำกับฯคนดังชาวเม็กซิกันที่เพิ่งประสบความสำเร็จจากหนังแฟนตาซีหม่นมืดเรื่อง Pan”s Labyrinth

หนังใช้ฉากเมืองชายทะเลของสเปน ณ คฤหาสน์หลังงามโดดเด่นและโดดเดี่ยวซึ่งเคยเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เลาร่า สาววัยปลายสามสิบหรืออดีตเด็กหญิงเลาร่ากลับมายังสถานที่ที่เธอเคยอาศัยอีกครั้งในฐานะเจ้าของใหม่ พร้อมกับคาร์ลอส สามีผู้เป็นหมอ และซีโมน ลูกชาย โดยเลาร่าตั้งใจว่าจะเปิดที่นี่อีกครั้งให้เป็นสถานเลี้ยงดูเด็กพิการ

เรื่องทุกข์ใจอย่างหนึ่งของเลาร่าคือซีโมนชอบพูดจาหรือตั้งคำถามแปลกๆ เขามักจะตื่นขึ้นกลางดึก พร่ำพูดถึงเพื่อนในจินตนาการราวกับว่าเด็กๆ เหล่านั้นมีตัวตนอยู่จริง เธอและคาร์ลอสแม้จะห่วงกังวลแต่ก็ปลอบใจกันว่าเป็นเรื่องปกติตามวัย และคงเพราะเหตุที่ลูกไม่มีเพื่อน ถ้ามีเด็กๆ ย้ายมาอยู่ที่นี่ซีโมนคงหายเหงาและปรับตัวได้ดีขึ้น

ความตั้งใจของเลาร่าที่จะเปิดสถานเลี้ยงดูเด็กพิการอาจเนื่องมาจากลูกชายของเธอเองก็มีปัญหาด้านสุขภาพ เลาร่าและคาร์ลอสปกปิดไม่ให้ซีโมนรู้ว่าเขามีเชื้อเอชไอวี ความลับสำคัญอีกประการหนึ่งคือซีโมนเป็นเด็กที่ทั้งสองรับมาอุปการะ

วันหนึ่งเลาร่าพาซีโมนเดินเที่ยวชายทะเลและปล่อยให้เขาเข้าไปในถ้ำตามลำพัง เมื่อเลาร่าตามเข้าไปจึงเห็นซีโมนทำท่าทางเหมือนคุยกับใครอยู่ หลังจากวันนั้นซีโมนก็เอาแต่พูดถึงเพื่อนใหม่ชื่อโทมัส บรรยากาศของความสับสนสงสัยทำให้แม่-ลูกเริ่มมีปากเสียงกัน ซ้ำร้ายซีโมนยังบอกเลาร่าว่าเขารู้แล้วว่าตนเองเป็นโรคร้ายและไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเธอ โดยคนที่บอกความลับนี้แก่เขาก็คือโทมัสเพื่อนของลูกซึ่งเลาร่าไม่เคยคิดว่ามีตัวตนอยู่จริง

ไม่เพียงเท่านั้น มีหญิงชราท่าทางไม่น่าไว้ใจอ้างว่าเป็นนักสังคมสงเคราะห์แวะมาที่บ้าน ทั้งยังแอบเข้ามาในบริเวณบ้านตอนกลางดึก เมื่อให้ตำรวจตรวจสอบก็ไม่พบหญิงชราคนดังกล่าวอยู่ในบัญชีของนักสังคมสงเคราะห์

สถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดในวันแรกที่มีเด็กๆ เข้ามาอยู่ในบ้าน เลาร่าถูกทำร้ายโดยเด็กสวมถุงผ้าปกปิดใบหน้า และซีโมนได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า โทมัส เด็กที่มองไม่เห็น ถ้ำ ซีโมน หญิงชรา…บางทีเรื่องราวลึกลับดำมืดที่เกิดขึ้นอาจเชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วยกัน

แม้แต่ตัวเลาร่าเองซึ่งมีอดีตครั้งเยาว์วัยเวียนว่ายอยู่รายรอบตัว!

The Orphanage

ท่ามกลางหนังสยองเลือดสาดและสไตล์ผีเกาหลี-ผีญี่ปุ่นที่เห็นเกลื่อนจอ The Orphanage คือหนังสยองขวัญแบบเก่าที่ไร้ความโฉ่งฉ่างจากภาพและเสียง แต่เลือกสร้างบรรยากาศวังเวงหวั่นหวาดด้วยองค์ประกอบภาพและการออกแบบงานสร้างให้ดูขรึมขลังหนักแน่น การตัดต่อแบบค่อยเป็นค่อยไป และเรื่องราวที่ค่อยๆ คืบหน้า ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นสไตล์ถนัดของคนทำหนังจากยุโรปอยู่แล้ว

ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจถ้าหากดูหนังเรื่องนี้แล้วจะนึกถึง The Others หนังปี 2001 ที่ นิโคล คิดแมน นำแสดง เพราะนอกจากจะมีตัวละครหลักเป็นผู้หญิงและใช้ฉากบ้านหลังใหญ่แล้ว ยังเป็นหนังสัญชาติสเปน และมีผู้กำกับฯคือ อเลคานโดร อเมเนบาร์ ซึ่งเป็นคนสเปนเหมือนกัน (แถมหนังยังกวาดรางวัลโกย่าไปพอๆ กันคือ 8 สาขา)

บ้านหลังใหญ่แบบโบราณทั้งภายนอกภายในคือส่วนสำคัญในการสร้างความน่าสะพรึง ฉากภายนอกบ้านมักถูกถ่ายขึ้นจากมุมต่ำให้ความรู้สึกน่าหวั่นเกรง ไม่ก็ถ่ายผ่านเครื่องเล่นเด็กค่อยๆ หมุนตัวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับมีเด็กที่มองไม่เห็นกำลังเล่นอยู่ เหนือขึ้นไปจากบ้านเห็นท้องฟ้าสีดำทะมึนยิ่งรู้สึกถึงความน่ากลัวที่กำลังคุกคาม

ส่วนฉากในบ้าน…ทางเดินทอดยาวมีแสงเพียงน้อยถูกใช้บ่อยครั้ง เมื่อครั้งหนึ่งปรากฏเด็กสวมถุงผ้าปกปิดใบหน้ายืนนิ่งอยู่ตรงสุดทางเดินจึงกลายเป็นฉากติดตาที่มีผลชะงัด

ฉากน่าสะพรึงอีก 2 ฉากอยู่ในช่วงต้นเรื่อง หนังเปิดฉากแรกด้วยภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ เธอนับหนึ่งถึงห้าแล้วรีบหันไปด้านหลังเพื่อให้เด็กคนอื่นหยุดเคลื่อนเข้าหา นับแต่ละครั้งเพื่อนก็เคลื่อนเข้าใกล้มากขึ้น ภาพตัดมาระยะใกล้จู่ๆ มือของเพื่อนคนหนึ่งก็ใกล้จะแตะถึงตัวเธอแล้ว ฉากนี้จะเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวช่วงท้าย

อีกฉากเป็นไตเติ้ลเปิดเรื่อง มีเงาและมือของเด็กโผล่มาฉีกกระชากวอลล์เปเปอร์ลวดลายโบราณเผยให้เห็นเครดิตทีมงานทีละชื่อ ก่อนที่มือหลายมือจะรุมฉีกวอลล์เปเปอร์จนปรากฏชื่อหนัง นับเป็นไตเติ้ลเปิดเรื่องที่น่าสะพรึงและน่าประทับใจไปพร้อมกัน

แม้เนื้อหาเรื่องราวและการนำเสนอของหนังจะค่อนไปในทางสยองขวัญสั่นประสาท แต่แง่มุมสวยงามก็มีอยู่ในหนังเช่นกันโดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวดำเนินไปถึงจุดหนึ่ง หนังใช้จี้ห้อยคอรูปนักบุญแอนโธนี่หรือนักบุญอันตนแห่งปาดัวที่คาร์ลอสมอบให้แก่เลาร่าสื่อถึงการเยียวยารักษาของตัวละคร เนื่องจากนักบุญอันตนเป็นที่เคารพในหมู่คาทอลิกว่าสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งยังเป็นนักบุญที่ชาวคาทอลิกวิงวอนเมื่อมีของหายซึ่งก็ตรงกับเลาร่าและคาร์ลอสที่ตามหาลูกชายซึ่งหายตัวไป

นอกจากงานกำกับหนังครั้งแรกของบาโยน่าและทีมผู้สร้างในหลายตำแหน่งซึ่งทำได้ดีแล้ว อีกคนที่สมควรได้รับคำชมคือ เบเลน รวยด้า ผู้รับบทเลาร่าโดยเธอแบกรับหนังทั้งเรื่องได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ที่ผ่านมารวยด้าเพิ่งมีผลงานแสดงหนังใหญ่เพียง 3 เรื่อง เรื่องที่พอจะคุ้นหน้าคุ้นตาสำหรับคอหนังบ้านเราคือ The Sea Inside (2004) ซึ่งเป็นหนังเรื่องแรกของเธอ

ล่าสุดแว่วข่าวว่า ค่ายนิวไลน์เตรียมรีเมคหนังเรื่องนี้เป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ตามธรรมดาของฮอลลีวู้ดซึ่งกลายเป็นสถานรับเลี้ยง “หนังผี” จากทั่วโลกไปแล้ว

ต้องรอดูว่าจะถูกแต่งองค์ทรงเครื่องออกมาแบบไหน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์