อรหันต์ซัมเมอร์ ธรรมะรสลูกกวาดเสพ อร่อยทั้งครอบครัว

Home / วิจารณ์หนัง / อรหันต์ซัมเมอร์ ธรรมะรสลูกกวาดเสพ อร่อยทั้งครอบครัว

นอกจากหนังเรื่อง หลวงตา, หลวงพี่เท่ง มาวันนี้เรามี อรหันต์ซัมเมอร์ เป็นหนังอีกเรื่องที่ นำ ธรรมมะ ขึ้นจอ ด้วยรสชาติที่อร่อยถูกปากถูกใจผู้ชม โดยหนนี้ถูกปรุงด้วย รสลูกกวาด โดยพุ่งเป้าหมายไปที่กลุ่มเป้าหมายเด็กๆ เป็นหลัก แต่ถึงกระนั้น พ่อแม่ ผู้ใหญ่ ก็ดูกันได้สนุกสนานทีเดียว

ก่อนหน้านี้ มีคนที่พยายามจะเอาธรรมะขึ้นจอ ด้วยหวังจะให้เป็นความบันเทิงสำหรับทั้งครอบครัวมาแล้ว นั่นคือ ผลงาน มากับพระ ของ อุดม อุดมโรจน์ ซึ่งเผอิญว่า ผมไม่ได้ดู ก็เลยไม่ทราบว่า หนังเรื่องนั้นปรุงด้วยรสชาติอะไร ถึงได้ลงจอแล้วเงียบหายไปในเวลาอันรวดเร็ว

แต่นั่นไม่น่าจะเกิดขึ้นกับ อรหันต์ซัมเมอร์ ผลงานกำกับฯ แบบ สมควรแจ้งเกิดของ ใหม่-ภวัต พนังคศิริ ที่มาพร้อม ชื่อเรื่องที่เข้าท่า หน้าหนังที่ชวนดู พล็อตเรื่องที่มีเจตนาดี สร้างสรรค์สังคม ที่สำคัญคือ ทีมนักแสดงที่สดใสน่ารัก

ทั้งตัวพระเอกนางเอก อย่าง ตูน-ธัชพล ชุมดวง ที่หน้าตาน่ารัก ดูเป็นเด็กๆ เข้ากับเด็กได้ดี แอม-ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ ที่มากับลุคที่ดูเหมือน นางเอกซีรีส์เกาหลี ประเภทนางเอกแก่นเซี้ยวแสบซ่า ที่สดใส น่ารัก และนักแสดงเด็กหน้าใหม่ ที่น่ารักน่าเอ็นดูกันทุกคน

สำคัญคือ หนังวางโปรแกรมลงจอได้แบบ ถูกที่ถูกเวลา ด้วยเนื้อหา การบวชเณรฤดูร้อน และลงจอในช่วงหน้าร้อนพอดิบพอดี ทำให้หนังดู สดใหม่ ทันเหตุการณ์ ขึ้นทันที เหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่น่าจะทำให้หนังประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

แต่ถ้าผลออกมาไม่เป็นเช่นนั้น ก็เห็นจะต้องโทษ คนดู ที่ ตาต่ำเป็นตาตุ่ม มองข้ามหนังดี ไปอย่างน่าเสียดาย

หนังเริ่มจากเรื่องราวง่ายๆ เรื่องของการบวชเณรฤดูร้อน ที่เด็กๆ ถูกพ่อแม่จับบวช นั่นทำให้เด็กทะโมนต่างพ่อต่างแม่จำนวนหนึ่ง ต้องมาอยู่รวมกันเพื่อเรียนรู้ธรรมะ โดยมี หลวงพี่ใบบุญ (ตูน-ธัชพล) หลวงพี่สุดหล่อ ขี้อาย มาดเคร่ง รับหน้าที่พระอาจารย์คอยสอนเด็กๆ หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในวัด ทำให้ซัมเมอร์นี้ เป็นฤดูร้อนที่ทั้ง พระ เณร และพ่อแม่ของเด็กๆ กลุ่มหนึ่งได้เรียนรู้ ธรรมะแห่งชีวิต ไปพร้อมๆ กัน

หนังนำเสนอธรรมะในหลากหลายมุม ประเด็นหนึ่งนำเสนอผ่านตัวละคร เณรข้าวปั้น(ดช.ปดลเดช กมลาศัยกุล) เณรน้อยหน้าตาน่าสงสาร แต่ฉลาดเป็นกรด เพราะเรียนรู้จากการ์ตูน อิกคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา จากทีวีที่เขาดูประจำทุกวัน ที่เรียนรู้ธรรมมะในประเด็นที่ว่า สุข ทุกข์ ดับได้ที่ใจตัวเอง จากคำสอนของ หลวงพี่ใบบุญ ที่ในวันหนึ่งเขาก็ได้มีโอกาสที่นำความรู้ภาคทฤษฎีมาใช้ในภาคปฏิบัติในชีวิตจริง เมื่อเขาต้องถูกขอร้องแกมบังคับให้จัดการกับผีสาวที่ถูกแฟนทิ้ง

ธรรมะในมุมที่สอนให้รู้จักการ ลดทิฐิ เพื่อเปิดหัวใจให้กว้างขึ้น ผ่านความขัดแย้งของตัวละครสองพี่น้องรุ่นใหญ่ คือ พระอาจารย์สุขี (ยอดชาย เมฆสุวรรณ) กับ เฮียกอ (อรุณ ภาวิไล) คู่พี่น้องที่มีเหตุให้ต้องขุ่นเคืองกันมาตั้งแต่เด็ก และที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กำกับฯ และคนเขียนบท ไม่ได้แค่สักแต่จะทำ หนังเด็กกับธรรมะ เพื่อหวังสร้างภาพ หรือเพื่อหวังขาย เท่านั้น แต่มาจาก ใจ และ เข้าใจ จริงๆ ก็คือ ฉากที่ หลวงพี่ใบบุญ ถกปุจฉาวิสัชนากับ น้ำใส เกี่ยวกับการอบรมสั่งสอนเณรเด็ก ขณะที่หลวงพี่ใบบุญ มองว่า แม้จะเป็นเด็กแต่เมื่อบวชเรียนเข้าสู่สมณะเพศ ก็ต้องปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด แต่ น้ำใส เห็นว่า เด็กก็คือเด็ก ต้องมีการผ่อนปรนบ้าง ในกรณีที่ เสี่ยกอ จะมอบทีวีเพื่อให้เณรเอาไปดูกันในวัด ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คงต้องขอให้ไปดูในหนังกันเอาเอง เพราะไม่นิยมเล่าตอนจบให้ใครฟัง (ถ้าไม่จำเป็น) เพราะมันจะเป็น บาป ติดตัวไปตลอดชีวิตขนาดน้านน

หนังเล่นสนุกกับ ธรรมมะรสลูกกวาด ไปตลอดเรื่อง ให้ผู้ชมได้ อมยิ้ม ขำกิ๊ก ไปจนถึง ฮาตึงตังไปตลอดเรื่อง ไปจนสุดที่ฉากไคลแมกซ์ ฉากผีหลอกในโรงเก็บเกลือร้างที่เป็นฉากที่ เณรข้าวปั้น ได้ทดลองใช้วิชาที่เรียนมาในการการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งแรก ฉากนี้ผมขอยกให้เป็น ฉากยอดเยี่ยม ของหนังเรื่องนี้ ที่ผสมผสานระหว่าง สาระ อารมณ์ขัน ได้อย่างลงตัวสุดๆ ทั้งยังขอยกให้เป็น ฉากผีหลอกยอดเยี่ยม เข้าไปอยู่บนหิ้งตามฉากผีหลอก ในหนังเรื่อง จี้ และ แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า ที่เคยทำให้เกิดเสียง ฮากระทืบโรง มาแล้ว และขอชมนักแสดงทุกคนในฉากนั้น รวมทั้ง สองโจร และ ผีสาวใหญ่ นั่นด้วย

หลังจากที่ เล่นสนุก คลุกสาระ ผู้กำกับฯ คนเขียนบท ก็ตบท้ายด้วย ฉากดรามาเรียกน้ำตาและความประทับใจ ด้วยเรื่องราวของ คู่เณรโบรคแบ๊คฯ เอ๊ย คู่เณรเพื่อนรักระหว่าง เณรข้าวปั้น กับ เณรนะโม ที่ฝ่ายแรกแนะนำให้ฝ่ายหลังอ่านการ์ตูนเรื่อง ไซอิ๋ว ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ฝ่ายหลัง บวชไม่สึก เพื่อมุ่งแสวงหาพระธรรม

ในฉากจบ ในอีกหลายปีต่อมา ทั้งสองได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง หากแต่หนนี้ในสถานภาพที่ เปลี่ยนแปลงและพลิกผัน อย่างสิ้นเชิง และหนนี้เป็นอีกครั้งที่ทั้งสองต่างเป็นแรงบันดาลใจให้แก่กันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกลายเป็น ฉากส่งท้ายที่ หมดจดและงดงาม ยิ่ง

ต้องขอชื่นชมฝ่ายแคสติ้ง ที่คัดเลือกนักแสดงได้ลงตัวทุกคน นอกจาก ตูน-ธัชพล กับ แอม-ฉายนันทน์ ที่พูดถึงไปแล้ว ดช.ปดลเดช ในบท เณรข้าวปั้น จะกลายเป็น กรณีศึกษาที่พ่อแม่สามารถจะใช้เรื่องราวของ เณรข้าวปั้น มาสอนลูกหลานตนเองได้เป็นอย่างดี รวมทั้ง เณรนะโม (ดช.ปฏิภาณ) นั่นด้วย

ยอดชาย เมฆสุวรรณ เหมาะมากกับบท พระอาจารย์สุขี และ อรุณ ภาวิไล ก็ถูกใช้งานอย่าง โดนสุดๆ กับคาแรกเตอร์ ผู้ใหญ่ที่โตแต่ตัว แต่ใจยังเด็ก และ จอมขโมยซีน ของเรื่องนี้ ต้องยกให้ น้องคิตตี้-ด.ญ.กัจนฐานิยา ศรีโรจน์วัฒนะ (น้องจะไม่เกิดก็เพราะชื่อจริงที่ตั้งซะวิลิศมาหรา ยาวและอ่านยาก นี่แหละหนูนะ ยังยาวได้อีกนะหนูนะ) ที่เล่นได้น่ารักและฉายแววสุดๆ โอปอล์-ปาณิศรา เจอคู่แข่งรุ่นเล็กที่แรงสุดๆ เข้าแล้วงานนี้ ขอบอก

หนังเรื่องนี้คือตัวอย่างของ การที่เรารัก หลงใหล คลั่งไคล้ อะไรมากสุดๆ วันหนึ่งมันก็อาจจะทำให้เรานำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าในเวลาต่อมา เหมือนกับที่ ผู้กำกับฯ คนเขียนบท ได้ใช้ประโยชน์จากความประทับใจในวัยเด็ก จากการ์ตูนไซอิ๋ว, หนังการ์ตูนอิ๊กคิวซังฯ รวมไปถึงหนังจีนกำลังภายใน อย่าว่าแต่ตัวคุณเองเลย ผมว่า คุณพ่อคุณแม่ของคุณก็ต้องภาคภูมิใจ

ถ้าผลงานเรื่องที่แล้ว SIX หกตาย ท้าตาย ไม่ทำให้ ใหม่-ภวัติ แจ้งเกิดเต็มที่ เพราะเป็น หนังผี ที่ถูกกลืนไปกับหนังผีอีกร้อยเรื่องที่ออกมา แต่หนนี้ หนังธรรมะเด็เรื่องนี้แหละ ที่จะทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับเขามากขึ้น และอยากจะรู้ว่า หมอนี่เป็นใคร? ซึ่งนั่นหมายความว่า โอกาสที่จะได้ไปต่อ บนถนนสายผู้กำกับฯทางโล่งโปร่งตลอดเลยทีเดียว

ต่อจาก ดรีมทีม นี่คือ หนังดีเพื่อเด็ก อีกเรื่องของปีนี้ ที่ผมขอแนะนำว่าต้องดู และสมควรสร้างกันออกมาเยอะๆ บอกตามตรงว่า ความสุขที่เกิดจากหนังเรื่องนี้ นอกจากความสนุกของหนังแล้ว ความสุขนั้นเกิดจากเสียงหัวเราะเอิ้กอ้าก ชอบอกชอบใจของเด็กๆ ได้ ผมได้ยินในโรงหนังตลอดเรื่อง เพราะอย่างน้อย ผมก็มั่นใจได้ว่า มีเด็กกลุ่มหนึ่ง (ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้) ที่จะเติบโตขึ้นอย่างมี ธรรมะในหัวใจ

ที่มา หนังสือพิมพ์สยามรัฐ