ลองของ 2 สยองขั้นเทพ

Home / วิจารณ์หนัง / ลองของ 2 สยองขั้นเทพ

หลังจากที่ ปื๊ด – ธนิตย์ จิตตุนุกูล เปิดตลาดไปด้วยผลงาน “คนเล่นของ” ที่ประสบความสำเร็จจน ไฟว์สตาร์ ต่อยอดด้วยผลงานเรื่อง “ลองของ” ที่ตอกย้ำความสำเร็จอย่างน่าพอใจ จนเกิดมี “ลองของ2” ตามออกมา และน่าจะกลายเป็น “หนังแฟรนไชส์” อันทรงคุณค่าของ ค่ายไฟว์สตาร์ ที่จะหากินไปได้อีกนานทีเดียว

ถึงวันนี้ น่าจะเรียกได้ว่านี่คือ “หนังสยองสายพันธ์ไทย” Thai Horror ที่น่าจะปั้นเพื่อตีตลาดอินเตอร์ให้กระหึ่มโลกได้ไม่ยาก ให้ชาวโลกได้รู้ว่า เรื่องสยองของไทยเราไม่เป็นรองใคร แต่จะบอกว่า เป็น “สายพันธ์ไทยแท้” ก็คงไม่พูดได้ไม่สะดวกปากนัก สมควรที่จะต้องให้เครดิต “ชาวเขมร” ด้วย ในฐานะ “ผู้ทรงอิทธิพล” ในเรื่อง ไสยศาสตร์มนต์ดำ ที่ส่งอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อชาวไทย และกลิ่นไอ “มนต์ดำเขมร” ก็คือ สีสันหลักที่ชวนขนลุกของหนังเรื่องนี้

“ลองของ2” คือ พัฒนาการของ “หนังสยอง” ของไทย ที่พัฒนาฝีมืออย่างน่าชื่นชม บุคคลที่สมควรไป “แจ้งเกิด” ที่สำนักงานเขตใกล้บ้านได้ทันทีเลยก็คือ พาสิทธิ์ บูรณะจันทร์ ที่เพื่อนๆในกลุ่ม “โรนินทีม” คงจะดันให้ก้าวออกมาแจ้งเกิดแบบ “นำเดี่ยว” ตามหลัง โขม – ก้องเกียรติ โขมศิริ สมาชิกอีกคนในกลุ่ม ที่แจ้งเกิดไปเรียบร้อย ทั้งฐานะคนเขียนบท ที่ฝากผลงานโดดเด่นไว้มากมาย และ ในฐานะของ ผู้กำกับภาพยนตร์ “ไชยา”อีกผลงานที่น่าภาคภูมิใจของค่ายไฟว์สตาร์

หนังย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ก่อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นใน “ลองของ” ที่จะทำให้ผู้ชมได้รู้จักกับตัวละคร ครูพนอ ก่อนที่เธอจะกลายเป็น “แม่หมอสามตา” ที่เป็นเจ้าของอารมณ์”แค้นฝังร่าง” ที่สุดโหดโคตรสยอง เพราะความที่อยากได้ ครูพนอ (นภคประภา นาคประสิทธิ์) มาครอบครอง ทั้งที่ ประเวท(สมมาตร ไพรหิรัญ) ก็มีภรรยาชื่อ เดือน(ปวีณา ชารีฟสกุล) อยู่แล้ว แม่ของประเวท แนะให้ลูกชายใช้มนต์ดำเป็น “ตัวช่วย” และนั่นทำให้ เดือน เมียของเขาต้องตายลง

หลังการตายของ เดือน ครอบครัวนี้ พยายามจะที่รักษาร่างของ เดือน เอาไว้ จึงนั่นทำให้ต้องหันไปพึ่ง จอมอาคมอย่าง จ่าดิษ(ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ) ที่เสนอให้ กระทำการ “ขโมยขวัญ” ของคนเป็นมาให้คนตาย และคนที่พวกเขาต้องการก็คือ ครูพนอ ขณะเดียวกัน จ่าดิษ เองก็ต้องการเป็นเจ้าของ “เทพสามตา” เพื่อการเป็น “จอมอาคม” ที่เหนือผู้ใด เมื่อรู้ว่า “เทพสามตา” อยู่ในร่างของ ครูพนอ จ่าดิษ จึงขโมยร่างครูพนอ จนเกิดเหตุที่ทำให้ วิญญานครูพนอ กลับเข้าร่างเดิมอีกครั้ง และนั่นทำให้การตอบโต้ด้วยอาคมและมนต์ดำเกิดขึ้น ระหว่าง ครูพนอ กับ จ่าดิษ และทุกคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน

หนังทำได้ดีมากในส่วนของความสยอง ทุกฉากความสยองล้วนถูกดีไซน์มาอย่างชวนสยอง ชนิดที่ “แค่คิดก็เสียวแล้ว” ทั้งฉากถอดเล็บ ฉากเอาเข็มเย็บเปลือกตา ฉากเอาลูกออกจากท้องของ ครูพนอ ฉากหนอนกัดกินตัว จ่าดิษ ฯลฯ ทั้งหมดคือ จุดขาย ที่แข็งแรงของหนังเรื่องนี้

แต่ก็นั่นแหละ ด้วยการเขียนเรื่องแบบ ย้อนกลับที่จุดเริ่มต้น เมื่อพิจารณาในแง่ความเป็นจริง มันทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย เช่น เดือน รู้ว่าสามีเอายาพิษให้กิน แล้วทำไมเธอ
จึงยังยอมกิน จากฉากที่เธอเขียนเล่าความจริงไว้ในสมุดบันทึกเพื่อบอกให้ลูกรู้,ถ้าประเวทเป็นคนฆ่าเดือน แล้วทำไม เพ็ญ จึงยอมเอาให้ ต๊ะ อ่าน เพราะประเวทก็เป็นพี่ชายของเธอเอง ที่สำคัญคือ ครูพนอ เพิ่งจะมี “เทพสามตา” ในภาคแรก แต่นี่เป็นการเล่าเรื่อง “ก่อนหน้านั้น” แล้วเธอมี “เทพสามตา” ได้ยังไง ฯลฯ

เหล่านี้เป็นคำถามที่เกิดขึ้น หลังจากที่ลองมานั่งนึกเรียงลำดับเรื่องราวดู ซึ่งคงต้องกลับไปดูเรื่อง “ลองของ” ภาคแรกดูใหม่อีกที เผื่อจะค้นพบคำตอบ แต่ถ้ามองข้ามคำถามเหล่านี้ ก็ต้องยอมรับว่า บรรยากาศของเรื่อง การเล่าเรื่อง สีสันของตัวละคร ฉากสยองต่างๆ ล้วนแต่ทำให้หนังดูเพลินลุ้นระทึกไปตลอดเรื่องไม่น้อยหน้า”หนังตระกูลเชือด” ที่เริ่มระบาดหนักในยุคหลังนี้ หลังความสำเร็จของหนังเรื่อง “SAW” ที่กลายเป็น หนังเปิดเทรนด์ “หนังเชือด” ที่กลายเป็นหนังภาคต่ออันทรงคุณค่าไปเรียบร้อย

มะหมี่ นภคประภา เล่นแบบ “เอารางวัลมาให้กรูซะดีๆ” และบทก็เปิดทางให้อย่างมากมาย แค่ฉาก “ถูกรุมกระทำ” ฉากเดียว ก็ต้องใช้พลัง และอารมณ์อย่างสูงส่ง ต๊อก ศุภกรณ์ทำให้ผมเห็นว่า เราค้นพบ “ตัวแทนของ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” เข้าให้แล้ว สำหรับนักแสดงที่มีภาพลักษณ์กลางๆ ที่สามารถจะเปลี่ยนตัวเองไปได้ทุกบทบาท และเจ้าตัวก็ทำได้อย่าง “สนุกและเข้าถึง”

นะโม ทองกำเหนิด ยังคงสนุกกับบท ชายผู้ไม่มีความสุขในชีวิต ในหนังทุกเรื่องได้เป็นอย่างดี ที่น่าจับคือ “แคล” ที่ต้องชื่นชมทีมงานที่ “เห็นแวว” เธอ และนำเธอมาใช้งานอย่างได้ผล เธอเล่นหนังเรื่องแรกได้อย่างฉายแวว รวมทั้ง คุณลุงที่ถูกเย็บตา กับ คุณป้า ที่ถูกแทงกะโหลกนั่นด้วย มากับคาแรคเตอร์ที่ติดตา

บทสรุปเกี่ยวกับ บุญ-บาป ตามหลักพุทธศาสนา จะทำให้ “ลองของ2” แตกต่างไปจาก “หนังเชือด” สายพันธ์ฮอลลีวู้ด และน่าจะเป็นจุดขายที่แข็งแรงของ “หนังสยองสายพันธ์ไทย”ที่จะทำให้ผู้ชมต่างชาติ หันมามองหนังสยองของเราด้วยสายตาที่ สยอง อึ้ง ทึ่ง และจะ “เสพอย่างติดใจ” ในที่สุด

ให้มันรู้กันซะบ้างว่า “สยองขั้นเทพ” น่ะ คนไทยเราทำได้เหมือนกัน.

ที่มา หนังสือพิมพ์สยามรัฐ