ปักษ์ใต้บ้านเรา สังคมของเรา…บ้านของเรา

Home / วิจารณ์หนัง / ปักษ์ใต้บ้านเรา สังคมของเรา…บ้านของเรา

ใครที่เคยได้ดูสารคดีเรื่องดัง “เด็กโต๋” ของ นก-นิสา คงศรี และ ป๊อป-อารียา สิริโสดา คงจะจำสารคดีเรื่อยๆ ดูสนุก ดูสบายและประทับใจจัดๆ เรื่องนั้นได้ จนหลายคนอาจจะมองว่าการทำสารคดีเรื่อง “ปักษ์ใต้บ้านเรา” เป็นการเดินตามรอยความสำเร็จเดิมๆ สารคดีเดิมเรื่องประทับใจเดิมๆ เอาเข้าจริงแล้วทั้งสองเรื่องไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นอีกถนนและคนละเส้นทางกันเลยทีเดียว

ปักษ์ใต้บ้านเรา นั้นต้องเรียกว่าเป็นสารคดีที่ดิบมาก แม้จะใช้เวลาถ่ายทำเกือบ 2 ปีก็ตาม แต่ก็การใช้ภาพและตัดต่อเหมือนจะสื่อสารแต่ก็ไม่สื่อสารอะไรกับคนดู แถมไม่มีแก่นแกนในการให้คนดูยึดเกาะหรือติดตามไปเหมือนเมื่อครั้ง เด็กโต๋ เอาเข้าจริง ปักษ์ใต้บ้านเรา ไม่ใช่สารคดีย่อยง่ายเข้าใจง่ายมีบทสรุปของทุกคน ซึ่งอาจจะทำให้ใครที่หวังเข้าไปดูหนังออกมาแล้ว อิ่มเอมหน้าตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มสุขใจแบบง่ายๆ นั้นลืมไปได้เลยนั่นไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากดูหนังเรื่องนี้

ตัวหนังเล่าเรื่องราวของครอบครัวคนใต้ จากชนชั้นที่จนที่สุดอย่างครอบครัวของ บังหมาดชาวประมงจังหวัดระนอง, ชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาอย่าง พี่อ้อย พยาบาล ที่มีลูกน่ารักเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย และมีสามีเป็นตำรวจ, พี่ก้อยผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยอย่างร้านอาหาร และระดับมหาเศรษฐีอย่างผู้บริหารบริษัทส่งน้ำอัดลมในภาคใต้อย่างหาดทิพย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ประกอบขึ้นมาเป็นสังคมในทุกสังคม ซึ่งเล่าโดยมีแรงสั่นสะเทือนบางๆจาก เหตุการณ์อย่าง สึนามิ, การก่อการร้าย ฯลฯ เป็นฉากหลัง

แน่นอนว่าทุกสังคมย่อมมีปัญหาแต่สิ่งที่ทำให้สังคมดีอยู่ได้ นั้นไม่ใช่เพียงแค่ว่าสังคมมีองค์ประกอบครบถ้วน จากคนชั้นล่างถึงคนชั้นบน เพียงแต่สิ่งที่ทำให้สังคมอยู่ได้คือทรรศนะคติ และวิธีคิดถึงจุดยืนและสถานะของตนต่อคนอื่นๆ ในสังคม ว่าเป็นแบบไหน

สิ่งสำคัญคือ คนใต้มักจะคิดถึงสังคมส่วนรวมในระดับที่กว้างมากกว่า 1-2 คนตรงหน้า ดังจะเห็นได้จากความคิดของคนในสารคดีอย่างบังหมาด ที่ยืนยันว่าเป็นคนจนไม่ได้เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นคนที่คิดจะอยากได้ของของคนอื่นเป็นปัญหากว่า หรือแนวคิดของเบียร์ ลูกของพี่อ้อย ซึ่งได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยที่ว่าไม่คิดว่าจะต้องตอบแทนคนให้ทุน แต่คิดว่าจะต้องส่งต่อโอกาสที่ตัวเองได้ไปสู่คนอื่นๆ ที่ต้องการเหมือนกัน หรือจะเป็นเจ้าของบริษัทหาดทิพย์ ที่แม้จะเป็นบริษัทใหญ่ที่ร่ำรวย แต่ก็พร้อมจะเสียเงินหยุดงานเพื่อระดมความช่วยเหลือทันทีโดยไม่คิดถึงผลที่บริษัทจะได้ เพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างสึนามิ หรือปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะเชื่อสนิทใจว่าถ้าชาวบ้านอยู่อย่างมีความสุขไม่ได้ บริษัทก็ไม่ควรจะอยู่อย่างมีความสุขได้เหมือนกันเพราะเป็นคนในสังคมเดียวกัน

ปักษ์ใต้บ้านเรานั้นอาจจะต้องใช้เวลาย่อยนาน และคิดเพิ่มเติมอีกเยอะ และคนดูต้องทำความเข้าใจในภาพรวมทั้งหมดเอาเองเนื่องจากผู้กำกับทั้งสองคนไม่ได้ให้ข้อสรุปอะไรที่เป็นสำเร็จรูปไว้

แม้ว่าจะเป็นหนังที่ดูยาก และอาจจะไม่สนุก แต่ปักษใต้บ้านเราก็ให้แรงบรรดาลใจให้ฮึกเฮิม

“จนอยากมีสังคมดีๆ แบบนี้อยู่ทั้งเมืองไทย”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์